ประเทศสยาม (ประเทศไทยในอดิต )- เขาพระวิหาร

เลือกForums

16 posts / 0 new
กระทู้ล่าสุด
admin
Offline
Joined: 09/04/2011 - 16:45
ประเทศสยาม (ประเทศไทยในอดิต )- เขาพระวิหาร

ระยะนี้และเวลานี้กำลังพูดถึงเขาพระวิหารกันมาก เรื่องเขาพระวิหารเป็นเรื่องที่ทำความเจ็ยปวดให้กับคนไทยเมื่อ 50 ปีที่ผ่านมา

ผมคนหนึ่งงที่มีความโกรธและเสียใจกับเรื่องเขาพระวิหารมากพอควร ในปีนั้น คงจะ พ. ศ 2505 ซึ่งมีปัญหาเรื่องเขาพระวิหารนี้

มีการฟ้องร้องต่อศาลโลก รัฐบาลในยุคนั้นได้เรียกร้องให้คนไทยทั่วประเทศออกมาเดินขบวนแสดงพลัง เรียกร้องและให้กำลังใจ

รัฐบาลในการต่อสู้ในการฟ้องร้องเรื่องเขาพระวิหารกับเขมร  ผู้เขียนในสมัยนั้นยังเด็ก อายุอานามก็ประมาณ   12 ขวบ

ก็ได้ร่วมกับทางโรงเรียนออกมาเดินขบวนแสดงพลังและเรียกร้อง พร้อมทั้งให้กำลังใจรัฐบาลในยุคนั้น ที่ต่อสู้ในศาลโลก

ในวันนั้นคนไทยทั่วประเทศพร้อมใจกันหยุดงาน ในเมืองหาดใหญ่ทางราชการและนักเรียนในโรงเรียนต่าง ๆได้พร้อมใจกัน

ออกมาเดินชบวนเรียกร้องไปทั่วเมืองร่วมครึ่งค่อนวัน  ส่วนทางบ้านและร้านค้าต่างก็หยุดงาน และปิดประตูบ้าน คอยลุ็นอยู่

ผู้เชียนร่วมเดินขบวนกับเค้าด้วย และมาหยุดเดินนั่งพัก อยู่แถวหน้าร้านแม่ทิพย์เก่า ถนนธรรมนูญวิธี  ในเวลาเกือบจะ 3 โมงเย็น

ก็มีข่าวส่งมาว่า ทางศาลโลกได้ตัดสินให้ ตัวประสาทพระวิหารเป็นของ เขมร ส่วนพื้นที่โดยรอบรวมทั้งพื้นที่ตั้งประสาทพระวิหารเป็นของ ไทย   และมีการพูด

กันโดยทั่วไปว่า หากทางเขมรต้องการขึ้นมาบนพระวิหาร  คนเขมรจะต้องขึ้นมาทางหน้าผา  ซึ่งเป็นเขตแดนของเขมร

โดยมีการพูดแซวเล่น ๆว่า ถ้าเขมรจะขึ้นมาบนประสาทพระวิหาร ทางเขมรจะต้องทำบันไดลิงที่หน้าผา ปีนขึ้นมา จะเดินขึ้นมาทางไทยไม่ได้

หากจะเดินขึ้นมาประสาทพระวิหารอย่างสบาย ๆ ทางประเทศไทย  เขมรจะต้องใช้ พาสปอตผ่านแดนถึงจะขึ้นไปประสาทพระวิหารได้

แต่ผู้เขียนเคยพูดเล่น ๆกับเพื่อน ๆว่าเพื่อไม่ให้เกิดเรื่องยุ่งยาก และมีปัญหาในภายหลัง เมื่อศาลโลกตัดสินประสาทพระวิหารเป็นของเขมรแล้ว

ก็ควรให้เขมรมาขนย้ายประสาทพระวิหารกลับไปประเทศเขมร เพราะพื้นที่ที่ประสาทพระวิหารตั้งอยู่เป็นของไทย เราก็ไม่ควรเอาของ ๆคนอื่นมาใว้ใน

พื้นที่ของเรา เพื่อตัดปัญหาแต่ต้นลม   สุดท้่ายพอถึงเวลานี้เขมรก็สร้างปัญหาให้กับเราจนได้ มาสร้างเรื่องฟ้องร้องกันอีก

คิดว่าหลังจากนี้เมื่อเรื่องเขาพระวิหารได้ตัดสินเรื่องประสาทพระวิหารและเรื่องดินแดนสิ้นสุดลงและการตัดสินยืนคำเดิม

ว่าประสาทพระวิหารเป็นของเขมร ส่วนพื้นทีเป็นของไทย เพื่อไม่ให้มีปัญหาอีกก็บอกเขมรให้มาขนประสาทพระวิหารกลับไำปตั้งที่ใหม่ในประเทศเขมร

แล้วพื้นที่ที่ตั้งประสาทพระวิหารที่ได้ขนย้ายออกไปว่างลง ทางไทยจะได้เอาสิ่งอื่นที่เป็นของไทยเองมาตั้งแทน และหากทางเขมรยังดื้อดึงไม่มาขนย้าย

ทางประเทศไทยก็ยินดีที่จะช่วยเอารถมาดันให้เขมรลงไปทางหน้าผา  เรื่องประสาทพระวิหารต่อไปก็จะได้ยุติ ไม่ต้องมาโต้เถียงอีกภายภาคหน้า

                                                    ฐาปกรณ์

 

admin
Offline
Joined: 09/04/2011 - 16:45
มองเราเหมือนเด็ก

ในปี พ.ศ 2505 ที่ประเทศไทยเรามีปัญหาฟ้องร้องเรื่องประสาทพระวิหารกับประเทศเขมร

โดยให้ศาลโลกช่วยตัดสิน แต่ศาลโลกในสมัยนั้น มองเราคนไทยกับคนเขมรเหมือนเด็ก

ให้ศาลโลกเป็นผู้ใหญ่ที่มาช่วยตัดสินที่ห่วยแตก โดยไม่สนใจความถูกต้อง ทำเหมือนคนไทยกับคนเขมร

ที่ฟ้องร้องเรื่องประสาทพระวิหาร เหมือนเด็กแย่งชิงของเล่น ทำนองนั้น และเพื่อไม่ให้มีปัญหาทะเลาะกัน

ก็เลยตัดสินแบ่งของฟ้องร้องแย่งชิงกัน โดยให้คนละครึ่งหรือให้คนละชิ้นคนละอย่าง

ประสาทพระวิหารเป็นของเขมร ส่วนพื้นที่ตั้งและโดยรอบเป็นของไทย เพื่อให้เรื่องจะได้จบลง

แต่ความเป็นจริงตัดสินแบบนั้นใช้ไม่ได้

แต่คนไทยและคนเขมรสมัยนั้นก็ยอมรับการตัดสินแบบพิเรนของศาลโลก 

การตัดสินแบบนี้เขมรได้ปรียบมากกว่าไทย เขมรย่อมยอมรับ

แต่ทำำใมไทยถึงยอมรับด้วย ทั้งๆที่การทหารเราก็แข็งกว่าแยะเลย

ลองคิดดู  สมมุติ  มีออฟฟิสติดแอร์ อยู่ในบ้านหลังหนึ่ง  ห้องออฟฟิสเป็นของนาย ก  

ส่วนบ้านหลังและพื้นที่นั้นเป็นของนาย ข แล้วคิดว่าถ้าให้เป็นแบบนี้ ต่อไปจะมีอะไรเกิดขึ้น

ก็อย่างที่ว่า ศาลโลกในสมัยนั้นดูเราไม่ขึ้นมองเราและเขมรเป็นเด็ก ๆ จะตัดสินอย่างไรก็ได้

มันเป็นความทุเรศในความเป็นผู้ใหญ่ของศาลโลก

( จริงๆแล้ว ถ้าผูใหญ่ทุเรศห่วยแตก ไม่จำเป็นต้องฟังและเชื่อทุกอย่าง ทุกครั้ง ใช่ใมครับ )

                                 ฐาปกรณ์

 

admin
Offline
Joined: 09/04/2011 - 16:45
อีกไม่กี่วันข้างหน้า

อีกไม่กี่วันข้างหน้า ศาลโลกก็จะตัดสินเรื่อง พระวิหาร อาจรวมทั้งเรื่องดินแดนด้วย

ในฐานะผู้เขียนที่สมัยเมื่อยังเด็กเคยได้ถูกเกณฑ์ออกไปร่วมประท้วง คดี พระวิหาร  กับเค้าด้วย

ในสมัยนั้นศาลโรคได้ตัดสินว่า พระวิหาร เป็นของ เขมร ส่วนดินแดนที่ตั้ง พระวิหาร เป็นของไทย

เวลาผ่านมาประมาณ 50 ปี เขมรก็มาฟ้องร้องเรื่องดินแดนกับไทยอีก เข้าลักษณะ ได้คืบจะเอาศอก

และใน วันที่ 11 พฤศจิกายน 2556 นี้ ศาลโลกจะตัดสิน เรื่องดินแดนที่ตั้ง พระวิหาร และพื้นที่โดยรอบ

อย่างไรก็ตาม เราประชาชนชาวไทยทุกท่านก็จะคอยติดตามฟังข่าวนี้ แน่นอน

เราชาวไทยหวังว่าศาลโลกคงไม่ทำอะไรที่ไม่ถูกต้อง หากผลออกมาผิดคลาด

คิดว่า เราคนไทยทุกคนไม่ยอม และหากมีอะไรเกิดขึ้น เราถือว่าเป็นความผิดของ ศาลโลก

 

admin
Offline
Joined: 09/04/2011 - 16:45
(ไม่มีชื่อ)
admin
Offline
Joined: 09/04/2011 - 16:45
(ไม่มีชื่อ)
admin
Offline
Joined: 09/04/2011 - 16:45
(ไม่มีชื่อ)
admin
Offline
Joined: 09/04/2011 - 16:45
(ไม่มีชื่อ)
admin
Offline
Joined: 09/04/2011 - 16:45
(ไม่มีชื่อ)
admin
Offline
Joined: 09/04/2011 - 16:45
คุณทักษิณครับ

คุณทักษิณครับ ขออนุญาตตำหนิท่านสักครั้งนะครับ------------------ทวดเอง

กระทู้สนทนา
สืบเนื่องจากกระผมได้เห็นการกล่าวหาท่านในหลายเรื่อง เมื่อกระผมมีความคิดเห็นต่าง จึงช่วยแก้ต่างแทนท่าน แต่กลายเป็นประเด็นที่ทำให้คนที่คิดเห็นต่างจากผม เกิดความเลี่ยนบ้าง เกิดอาการรับไม่ได้บ้าง บางคนมองว่าเป็นการอวยอย่างกับข้ากับนายเลยทีเดียวเชียว

วันนี้ผมจึงขออนุญาตตำหนิท่านสักครั้ง เพื่อบรรเทาอาการทุรนทุรายของเพื่อนร่วมชาติที่เห็นต่างสักครั้ง เป็นการคืนความสุขและคลายเครียดให้กับพวกเขาด้วยนะครับ

คุณทักษิณครับ ผมอยากตำหนิท่านมาตั้งนานแล้วครับกับเจ้าโครงการ 30 บาทรักษาทุกโรค จริงอยู่ อาจเป็นหลักประกันสุขภาพให้กับคนจนๆ แต่ท่านรู้ไหมครับ คนใช้โครงการนี้ มิใช่แต่เพียงคนจนๆเท่านั้นนะครับ คนพอมีอันจะกิน คนพอจะมีรายได้ หรือแม้กระทั่งพวกที่ต่อต้านโครงการนี้ ก็คงมีบ้างแหละครับที่ตัวเองหรือญาติสนิทมิตรสหาย ได้ใช้บริการนี้กันอย่างแน่นอน

คุณทักษิณครับ เห็นหรือยังครับ เราต้องใช้เม็ดเงินมากแค่ไหนในการช่วยเหลือคนจนๆให้มีชีวิตอยู่ต่อไปได้ ทั้งๆที่เงินเหล่านี้สามารถนำมาพัฒนากรุงเทพ สามารถนำมายกระดับคุณภาพชีวิตให้กับเหล่าข้าราชการด้วยการปรับเงินเดือนได้อีก 

ข้อสำคัญนะครับ คุณทักษิณไม่ทราบบ้างหรือครับ โครงการนี้จะทำให้เหล่าคุณหมอๆทั้งหลายอดตายกันหมดแล้ว แล้วอนาคตจะทำให้อาชีพหมอเป็นอาชีพที่คนไม่อยากเป็นก็เป็นได้นะครับ น่าห่วงไหมครับ

คุณทักษิณครับ โครงการรับจำนำข้าวนี่ก็อีกเหมือนกัน คิดได้อย่างไรกันครับ นำเงินของคนทั้งประเทศมายกระดับคุณภาพชีวิตของชาวนา ทั้งๆที่คนทำนาสามารถอยู่กันได้ เพราะเกตษรกรส่วนใหญ่มีความอดทนสูงกว่าคนอาชีพอื่นอยู่แล้ว ดังนั้นแม้จะขาดทุนก็ตาม เขาเหล่านั้นก็อยู่ได้โดยอาศัยความพอเพียงไงล่ะครับ

แต่คุณทักษิณครับ พวกพ่อค้าส่งออก พวกพ่อค้าข้าว พวกพ่อค้าคนกลาง คนเหล่านี้จะทนอยู่ได้อย่างไรครับ เมื่อของเคยได้แล้วไม่ได้ ของเคยกินแล้วไม่ได้กิน มันเป็นการกระทบกับตัวเลขในบัญชีอย่างรุนแรง อาจทำให้เกิดการฆ่าตัวตาย เพราะรายได้จากดอกเบี้ยลดน้อยถอยลง คุณทักษิณไม่สงสารพวกเหล่านี้กันบ้างหรือครับ

ข้อสำคัญนะครับคุณทักษิณ เพราะต้องการล้มโครงการ เพราะต้องการดีสเครดิต มันถึงขั้นปล่อยข่าวเรื่องข้าวไทยเน่าบ้างล่ะ ข้าวไทยมีสารพิษบ้างล่ะ สิ่งเหล่านี้ล้วนเกิดจากโครงการของท่านทั้งสิ้น ดังนั้นท่านจะละทิ้งความรับผิดชอบคงไม่ได้นะครับ

และที่สำคัญที่สุดนะครับคุณทักษิณ เพราะต้องหยุดท่าน เพราะต้องการทำให้ท่านกลัว ยังมีความพยายามที่จะให้น้องสาวของท่านรับผิดชอบกับการบริหารทำให้รัฐเสียหายทั้งทางแพ่งและอาญา 

ซึ่งหากตัดสินว่าน้องสาวท่านผิดจริง มันก็จะกลายเป็นบรรทัดฐานในอนาคต แล้วต่อไปจะมีโครงการอะไรให้นายกฯที่มาจากการเลือกตั้งทำอีกล่ะครับ เพราะทำไป เร็จก็ดีไป แต่ถ้าล้มเหลว มีสิทธิติดคุกหรือล้มละลายเลยทีเดียว เห็นความผิดของตัวเองแล้วหรือยังครับคุณทักษิณ

คุณทักษิณครับ ข้อผิดพลาดที่ใหญ่หลวงที่สุดของท่าน คงเป็นเรื่องของการทำให้ประชาชนต้องตายกลางเมืองหลวงเกือบร้อย บาดเจ็บเกือบสองพันและยังมีการเผาเกิดขึ้นในหลายแห่ง

จริงอยู่ท่านอาจไม่ใช่คนสั่งการ
จริงอยู่ศาลอาจวินิจฉัยแล้วว่า คนตายไม่ต่ำกว่ายี่สิบศพ ล้วนปราศจากอาวุธ และเสียชีวิตจากเจ้าหน้าที่รัฐ
จริงอยู่การเผาเกิดจากความเจ็บแค้นที่เห็นเพื่อนร่วมอุดมการณ์ต้องมาถูกปราบปรามอย่างไม่มีทางสู้

แต่คุณทักษิณจะปัดความรับผิดชอบไปคงไม่ได้นะครับ

เพราะถ้าคุณทักษิณไม่สร้างผลงานจนทำให้ประชาชนส่วนใหญ่ยอมรับ จนทำให้ชนะการเลือกตั้งซ้ำซาก ความวุ่นวายคงไม่เกิดขึ้น

เพราะถ้าคุณทักษิณรู้จักแพ้เสียบ้าง ก็จะไม่มีการฟอร์มรัฐบาลในค่ายทหาร จนนำมาสู่การเรียกร้องให้ยุบสภา แล้วเลยเถิดไปถึงขั้นการขอคืนพื้นที่ กระชับพื้นที่ จนทำให้เกิดโศกนาฏกรรมดังกล่าว

สุดท้ายคือการทำให้ประเทศขายหน้าอย่างใหญ่หลวง นั่นคือ การไม่ยอมรับคำตัดสิน จริงอยู่ มันเป็นกระบวนการยุติธรรมที่ไม่ยุติธรรมก็ตาม แต่ถ้าท่านเพียงแต่ยอมติดคุกเสียคนเดียว

ป่านนี้องค์กรอิสระต่างๆคงไม่ต้องอาศัยข้อกฎหมายที่พิลึกมาจัดการกับท่าน
ป่านนี้เราคงไม่ต้องร่างรัฐธรรมนูญที่พิลั่น จนทำให้ชาวโลกมองเราด้วยสายตาพิกล
และนานาชาติต้องกระอักกระอ่วน เมื่อรู้ว่า คนคุณภาพของเราไม่ต้องการประชาธิปไตย

ข้อสำคัญนะครับคุณทักษิณ ตราบใดที่ความอยุติธรรมไม่ได้เกิดกับตัวเอง แต่เกิดกับคนที่เราเกลียด ย่อมเป็นความยุติธรรมเสมอ เรื่องนี้คุณทักษิณต้องเข้าใจนะครับ

เมื่อผมตำหนิท่านแล้ว คงด้านหน้าที่จะใช้ของๆท่านอีกต่อไป ผมเลยถือโอกาสคืนให้นะครับ กรุณาให้คนมาเอาคืนไปด้วยนะครับคุณทักษิณ จะได้เลิกเป็นข้ากับนายเสียที

 

89

 

สมาชิกหมายเลข 2235585  
crazyguyonabike ถูกใจ, ชิปอม ถูกใจ, ลูกหมูของป่าป๊า ถูกใจ, kanasamon ถูกใจ, rapekan2515 ถูกใจ, สมาชิกหมายเลข 2158978 ทึ่ง, ไม้ร่มนกจับ ถูกใจ, hootho ถูกใจ,mambo1 ถูกใจ, charawon ถูกใจรวมถึงอีก 79 คน ร่วมแสดงความรู้สึก

 

admin
Offline
Joined: 09/04/2011 - 16:45
รำลึก.

รำลึก..การเปลี่ยนแปลงการปกครองที่ถูกนักการเมืองปกปิดความจริงมานานถึง 83 ปี

เดือนมิถุนายน นี้มีเหตุการณ์ที่ต้องจารึกจดจำเนื่องจากครบรอบ 83 ปีของการที่คณะราษฎร ปล้นพระราชอำนาจพระมหากษัตริย์ไทย ไปเป็นของตนเองและพวกพ้อง การปฏิวัติเปลี่ยนแปลงการปกครองครั้งนั้น เป็นความต้องการของคณะราษฎรแค่ 100 กว่าคนเท่านั้น ทหารส่วนใหญ่ไม่ได้เต็มใจ และไม่รู้เรื่องความจริง

พวกเขาล้วนถูกหลอกให้มารวมกัน และประชาชนทั่วไป ไม่มีใครยินยอมพร้อมใจเลยสักคน ในขณะนั้นไม่มีการมีส่วนร่วมของผู้คนภายในสังคมไทย ที่มีจำนวนประชากรราว 12 ล้านเลย ประชาชนไม่มีความรู้ด้วยซ้ำว่าประชาธิปไตยคืออะไร คิดว่าเป็นชื่อของลูกนักการเมืองคนดังด้วยซ้ำ นับเป็นการกลัดกระดุมเม็ดแรกผิดมาจนถึงทุกวันนี้

พ.ศ. 2475 ปลายเดือนเมษายน พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จออกจากกรุงเทพ เสด็จแปรพระราชฐานฤดูร้อน ไปประทับยังวังไกลกังวล ที่หัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ โดยทรงมอบหมายให้สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าบริพัตรสุขุมพันธุ์ กรมพระนครสวรรค์วรพินิต เป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ในการประชุมคณะราษฎร ครั้งสุดท้ายในประเทศไทย

ก่อนที่จะลงมือจริงไม่กี่วัน พ.อ.พระยาทรง ซึ่งเป็นนายทหารบกชั้นผู้ใหญ่ ผู้วางแผนการปฏิวัติทั้งหมด ได้เสนอแผนการออกมา ทางพันตรี หลวงพิบูล (แปลก) ซึ่งถือเป็นนายทหารชั้นผู้น้อยกว่า ได้สอบถามว่า “หากแผนการดังกล่าวไม่สำเร็จ จะมีแผนสำรองประการใดหรือไม่?” ทาง พ.อ.พระยาทรง ไม่ตอบ แต่ได้ย้อนถามกลับไปว่า

“แล้วทางพันตรี หลวงพิบูล (แปลก) มีแผนอะไร?” ซึ่งทั้งคู่ได้มีปากเสียงกัน หลังจากการประชุมจบแล้ว พันตรี หลวงพิบูล (แปลก) ได้ปรารภกับ นายทวี ฝ่ายพลเรือนที่เข้าประชุมด้วยกันว่า “ ตนเองกับ พ.อ.พระยาทรง ไม่อาจอยู่ร่วมโลกกันได้ !!”

วันที่ 23 มิถุนายน 2475 ข่าวของแผนการปฏิวัติดังกล่าว ได้รั่วไหลไปถึงตำรวจ ในช่วงเย็นของวันนั้น อธิบดีตำรวจ ได้โทรศัพท์ถึงผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ โดยกราบทูลขออำนาจในการจับกุม และจำคุกทุกคนที่เกี่ยวข้องกับแผนการดังกล่าว พระองค์ดำริว่าผู้ก่อการหลายคน เป็นผู้มีอิทธิพลและมีอำนาจมาก จึงทรงตัดสินพระทัยเลื่อนพระบรมราชโองการออกไปเป็นวันรุ่งขึ้น

การเลื่อนคำสั่งนี้ มีความสำคัญอย่างมากต่อผู้ก่อการทั้งหลาย ช่วงเย็นวันเดียวกัน หลวงสินธุ ในกองทัพเรือได้เกณฑ์เรือปืนจากอู่เรือ ขึ้นมาตามแม่น้ำเจ้าพระยา ด้านความเคลื่อนไหวของฝ่ายพลเรือน เริ่มกันตั้งแต่เที่ยงคืน เช่น การควบคุมหัวรถจักรรถไฟ การเฝ้าสังเกตการณ์ตามบ้านเจ้านาย และบุคคลสำคัญ เพื่อล็อกไม่ให้ติดต่อสังการใดๆ ได้

และ ร.ท.ประยูร เป็นผู้มีอำนาจสั่งการนายทหารเสนาธิการหนุ่ม พร้อมกลุ่มของ หลวงโกวิทย์ (ควง) ได้สั่งยึดที่ทำการไปรษณีย์และโทรเลขรอบพระนคร และตัดสายโทรศัพท์การสื่อสารทั้งหมด ระหว่างพระบรมวงศานุวงศ์ และสมาชิกฝ่ายบริหารอาวุโสจึงถูกตัดขาด บ้านพักทั้งหมด อยู่ภายใต้การตรวจตรา และเฝ้าระวังโดยสมาชิกคณะราษฎรทั้งพลเรือนและทหาร

และ เมื่อถึงตอนเช้า หลวงสินธุ ในกองทัพเรือ ก็ได้เล็งปืนเรือตรงเข้าใส่พระราชวังบางขุนพรหม ของผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ และได้เกณฑ์ทหารเรือติดอาวุธ 500 นาย พร้อมที่จะยึดพระที่นั่งอนันตสมาคม ซึ่งตั้งอยู่ ณ ใจกลางพระนคร และเป็นส่วนหนึ่งของพระราชวังดุสิต

วันที่ 24 มิถุนายน 2475 เวลาประมาณ 04.00 น. หลวงประดิษฐ์ (ปรีดี) ลอยเรืออยู่ในคลองวัดบวรนิเวศวิหาร เพื่อรอเวลาแจกใบปลิว “ประกาศคณะราษฎร” แก่ประชาชน ซึ่งหากทำการไม่สำเร็จก็จะนำใบปลิวนั้นทิ้งลงในน้ำทันที เวลาเดียวกัน พระยาพหล ออกจากบ้านไปพร้อมกับ พระประศาสน์ ที่ขับรถมารับ

มุ่งหน้าไปยัง บริเวณทางรถไฟสายเหนือ ตัดกับถนนประดิพัทธ์ เพื่อสมทบกับกลุ่มของ พระยาทรง ใกล้กับพระที่นั่งอนันตสมาคม จากนั้นเดินทางไปกับผู้สมคบคิดจำนวนหนึ่ง เดินทางไปที่กรมทหารม้าที่ 1 รักษาพระองค์ ที่แยกเกียกกาย เพื่อลวงเอากำลังทหารและยุทโธปกรณ์มาใช้ในการปฏิวัติ ที่นี่เป็นที่เก็บยานยนต์หุ้มเกราะส่วนใหญ่ในกรุงเทพ

เมื่อมาถึง พระยาทรง ได้ออกอุบาย โดยว่ากล่าวตำหนินายทหารผู้รับผิดชอบค่าย ที่กำลังหลับอยู่ โกหกว่า “มีการลุกฮือของชาวจีนเกิดขึ้นในพระนคร และกำลังเปิดประตูค่ายทหาร มีการระดมยิงทหารด้วย” อุบายดังกล่าวเป็นผล เกิดความสับสนและความโกลาหลขึ้น ที่คลังแสงอาวุธภายในกรมทหารม้าฯ นี้

พระยาพหลพล เป็นผู้ใช้คีมตัดเหล็กที่ทางพระประศาสน์ ได้จัดหาไว้ก่อนหน้านั้น ตัดโซ่ที่คล้องประตูคลังแสง เพื่องัดเอานำอาวุธปืนและหีบกระสุนออกมา พระประศาสน์ เข้ายึดรถยานรบ รถยนต์หุ้มเกราะ และรถบรรทุก พร้อมกำลังทหารม้าเป็นผลสำเร็จ จับกุมผู้บัญชาการกรมทหารได้ และนำตัวไปคุมขัง

หลวงพิบูล ได้รับคำสั่งให้เฝ้านักโทษ ยานยนต์หุ้มเกราะ รวมไปถึงรถถังจำนวนหนึ่ง ถูกเกณฑ์ และได้รับคำสั่งให้มุ่งหน้าไปยัง พระที่นั่งอนันตสมาคม ทั้งหมดเคลื่อนกองกำลังไปยัง กรมทหารปืนใหญ่ที่ 1 รักษาพระองค์ มี พันเอกพระยาฤทธิ เป็นผู้บังคับการกรม ซึ่งเตรียมการจัดกำลังทหารและอาวุธรออยู่ก่อนแล้ว

เมื่อกองกำลังจากกรมทหารม้า เดินเท้ามาถึง กรมทหารปืนใหญ่ พระยาทรงฯ ออกคำสั่งให้ทหาร จากกรมทหารม้า ขึ้นรถบรรทุกของกรมทหารปืนใหญ่ ซึ่งจอดรออยู่แล้วโดยพลัน กองกำลังผสมของผู้ก่อการฯ ประกอบด้วย ทหารม้า ทหารปืนใหญ่ ที่มีทั้งกำลังทหารและอาวุธยุทโธปกรณ์หนักเบา มุ่งหน้าสู่ลานพระบรมรูปทรงม้า

ขณะผ่านกองพันทหารช่าง พระยาพหล เพียงแค่ตะโกนเรียก และกวักมือ ทหารช่างที่กำลังฝึกอยู่หน้ากองพัน ก็กระโดดขึ้นรถตามมาด้วย “โดยทุกคนไม่ทราบวัตถุประสงค์ที่แท้จริงว่าจะไปไหน” ขบวนทหารของกองกำลังของคณะผู้ก่อการฯ นำขบวนด้วย “ไอ้แอ้ด” รถถังขนาดเล็ก จากกรมทหารม้า ตามด้วยรถบรรทุกทหาร และอาวุธยุทโธปกรณ์

ปิดท้ายด้วยกองพันทหารช่าง ใช้เส้นทางผ่านสะพานแดง ถนนพระราม 5 เลี้ยวหน้าวัดเบญจมบพิตร เข้าถนนศรีอยุธยา มุ่งหน้าลานพระบรมรูปทรงม้า ทหารในพื้นที่ใกล้เคียงกรุงเทพ ได้เข้าร่วมกับผู้ก่อการด้วย เนื่องจากได้รับคำสั่งหลอกลวงหลายสัปดาห์ก่อนหน้านั้นแล้วว่า “กำลังจะมีการฝึกซ้อมทางทหารเกิดขึ้น”

และ ”ไม่มีใครทราบเลยว่าพวกตนจะเข้าไปมีส่วนในการปฏิวัติ” ทหารหน่วยอื่นที่จงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์ ตัดสินใจที่จะไม่มีปฏิกิริยาตอบโต้ใด ๆ โดยการเก็บตัวอยู่ในกรมกอง ทหารราบ และทหารม้า เดินทางมาถึงลานพระราชวังดุสิต หน้าพระที่นั่งอนันตสมาคม

เวลาราว 06.00 น. มีกลุ่มประชาชนเนืองแน่น เฝ้าดูทหารที่มาชุมนุม ที่ลานพระบรมรูปทรงม้า ความสับสนเกิดขึ้นท่ามกลางผู้ที่มาชุมนุมนั้น หลายคนไม่เชื่อว่ามีการลุกฮือของชาวจีนเกิดขึ้นจริง บ้างก็ว่าทหารมาชุมนุมที่จัตุรัสนี้เพื่อการฝึกซ้อมเท่านั้น ต่างไม่มีใครรู้ความจริงเลยสักคน ที่ลานพระบรมรูปทรงม้า

กองพันพาหนะทหารเรือ นำโดย นาวาตรี หลวงสินธุ นอกจากนี้ยังมีกำลังจากนักเรียนโรงเรียนนายร้อยทหารบก โดยนายพันโท พระเหี้ยม ผู้บังคับการโรงเรียนนายร้อยทหารบก กำกับมา ส่วนกองพันทหารราบที่ 11 ของ พันตรีหลวงวีระ ซึ่งกำลังฝึกทหารอยู่ที่ท้องสนามหลวงนั้น ก็ “ถูกหลอก” ให้ตามพระประศาสน์ฯ มา

ภายหลังกองกำลังของคณะผู้ก่อการฯ มาชุมนุมพร้อมกันที่ลานพระบรมรูปทรงม้า มีกำลังทหารและอาวุธพร้อมรบ เป็นที่เรียบร้อย “ ทหารทั้งปวง ที่มาชุมนุมอยู่ ณ ลานพระบรมรูปทรงม้าในวันนั้น ต่างมาโดยไม่รู้ว่ากำลังมีการปฏิวัติ เพื่อยึดอำนาจการปกครองจากพระราชาของตนเอง และกำลังทรยศต่อคำสัตย์ปฏิญาณตน”

เวลาราว 07.00 น. พันเอกพระยาพหล จึงได้แสดงตนเป็นหัวหน้าผู้ก่อการคณะผู้เปลี่ยนแปลงการปกครอง ปีนขึ้นไปบนยอดรถหุ้มเกราะคันหนึ่ง มีนายทหารของคณะผู้เปลี่ยนแปลงการปกครอง ทั้งทหารบก ทหารเรือ กระจายกันคุมเชิงอยู่รอบๆ และอ่านประกาศแถลงการณ์ ยึดอำนาจเสียงสนั่นดังลั่น ซึ่งเป็นแถลงการณ์ภาษาเยอรมัน แต่อ่านเป็นภาษาไทย

“สถาปนารัฐอันมีรัฐธรรมนูญขึ้นในสยาม ขอให้นายทหารที่มิได้เกี่ยวข้องกับการปฏิวัติอยู่ในความสงบอย่าทำการขัดขวาง และไม่ให้ออกจากลานพระรูปฯ ไปจนกว่าจะได้สั่งให้กลับไป” ผู้ก่อการเปล่งเสียง ตามมาด้วยเหล่าทหาร เพราะความไม่เข้าใจในสถานการณ์จริงที่เกิดขึ้นทั้งหมดจึงคล้อยตาม

ในที่สุดเมื่อได้อ่านคำประกาศสุดสิ้นแล้ว ก็ได้เปล่งเสียงไชโยกึกก้อง แล้วก็นำขบวนเข้างัดพระทวารด้านหน้าของพระที่นั่งอนันตสมาคม หมุดคณะราษฎร ยังฝังอยู่บนลานพระบรมรูปทรงม้า ฝั่งสนามเสือป่า มาจนถึงปัจจุบัน ช่วงเช้านั้นเอง รถถังสองคันวิ่งเข้ามาปิดประตูทางเข้า - ออก สองประตูของโรงเรียนสวนกุหลาบ

ปืนรถถัง หันเข้าสู่โรงเรียน นักเรียนหนีไม่ได้ เพราะมีแค่สองประตู ทหารเข้าไปกวาดต้อนนักเรียนเข้าหอประชุม ควบคุมตัวไว้ เพราะในหมู่นักเรียนมีลูกหลานเชื้อพระวงศ์ ข้าราชการ และลูกหลานสามัญชนโดยทั่วไป..คณะราษฎร เปลี่ยนแปลงการปกครอง แมนมาก..จับเด็กเรียกค่าไถ่ !!

หลังฝ่ายทหารเข้างัดพระทวารด้านหน้าของพระที่นั่งอนันตสมาคม และจับนักเรียนสวนกุหลาบเป็นตัวประกัน เรียกค่าไถ่ก่อการปฏิวัติ พระยาทรงฯ ผู้อำนวยการฝ่ายทหาร ก็มีคำสั่งทันที “พระประศาสน์ฯ ไปจับกรมพระนครสวรรค์ฯ พระยาสีหราชเดโชชัย และพระยาเสนาสงคราม”

พระประศาสน์ จึงไปยังบ้านพักของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าบริพัตรสุขุมพันธุ์ กรมพระนครสวรรค์วรพินิต สมาชิกระดับสูงคนอื่น ๆ ในรัฐบาล และพระบรมวงศานุวงศ์ สมเด็จฯ กรมพระนครสวรรค์วรพินิต เวลานั้นทรงเป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ มีอำนาจเป็นลำดับ 2 ของประเทศ ขณะที่มีการปฏิวัติ ทรงเป็นผู้รักษาพระนคร

นอกจากนั้นยังทรงเป็นประธานอภิรัฐมนตรี เสนาบดีกระทรวงมหาดไทย ผู้บังคับการกรมทหารราบที่ 1 รักษาพระองค์ และอื่นๆ ส่วน พลโท พระยาสีหราชเดโชชัย เวลานั้นเป็นเสนาธิการทหารบก “เสือร้ายที่สุดของทหาร” และ พลตรี พระยาเสนาสงคราม เป็นผู้บัญชาการกองพลที่ 1 รักษาพระองค์

บุคคลทั้งสามมีส่วนชี้เป็นชี้ตายในการปฏิวัติคณะราษฎรครั้งนี้อย่างยิ่ง เพราะเป็นผู้บังคับบัญชาหน่วยทหารในพระนคร กรมพระนครสวรรค์วรพินิต ทรงถูกจับกุมขณะกำลังบรรทม ที่วังบางขุนพรหม พระประศาสน์ฯ โดยใช้เวลาเจรจาต่อรองพอสมควร ก่อนจะควบคุมตัวมาได้ โดยไม่ยอมให้เวลาเปลี่ยนเครื่องทรงชุดบรรทม

จากนั้นก็มุ่งหน้าไปบ้านพระยาสีหราชเดโชชัย ใกล้วัดโพธิ์ โดยไม่มีการขัดขืนต่อสู้แต่อย่างใด พระยาเสนาสงคราม ซึ่งบ้านอยู่ไกล และนอกเส้นทางปฏิบัติงาน ก็ถูกทีมสำรอง ควบคุมตัวได้ แต่ท่านขัดขืนต่อสู้ จึงถูกยิงบาดเจ็บต้องนำตัวส่งโรงพยาบาล เป็นคนเดียวในการก่อการปฏิวัติครั้งนี้ที่ได้รับบาดเจ็บ

ภารกิจจับตัวประกันสำเร็จ พระประศาสน์ฯ ก็รีบนำองค์ประกัน มุ่งหน้าสู่ลานพระบรมรูปทรงม้า ตามแผน และนำไปกักไว้ในพระที่นั่งอนันตสมาคม กรมพระนครสวรรค์ฯ และพระชายา ขึ้นไปบนพระที่นั่งอนันตสมาคม และถูกจัดที่ประทับอันสมควรถวาย แต่ไม่สมพระเกียรติ ถูกควบคุมไว้อย่างเด็ดขาด

มีเจ้าหน้าที่ทางการเกือบ 40 คน ถูกจับกุม และถูกกักขังในนอนราบรวมไว้ในพระที่นั่งอนันตสมาคม เว้นแต่เสนาบดีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และการสื่อสาร พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าบุรฉัตรไชยากร กรมพระกำแพงเพ็ชรอัครโยธิน ผู้ซึ่งได้ทรงหลบหนีไปทางหัวรถจักร เพื่อไปกราบบังคมทูลเตือนพระมหากษัตริย์ที่หัวหิน

ภายหลังที่พระยา พหลฯ ได้อ่านคำประกาศเปลี่ยนแปลงการปกครอง พระยาทรงฯ ผู้อำนวยการฝ่ายทหาร ได้ต้อนทหารทั้งหมด เข้าประตูรั้วเหล็กของพระที่นั่งอนันตสมาคม เพราะเกรงจะควบคุมกำลังทหารไม่ได้ และเมื่อทหารรู้ความจริงว่าคณะราษฎรเป็นกบฏต่อพระราชา จะเกิดสู้กันนองเลือด

เวลา 08.00 น. ปฏิบัติการยึดอำนาจได้เสร็จสิ้น ผู้ก่อการประสบความสำเร็จ เจ้าหน้าที่รัฐทั้งฝ่ายทหาร และพลเรือนส่วนใหญ่ ต่อสู้ขัดขืนเพียงเล็กน้อย เพราะพวกเขาคุ้นชินกับการรับคำสั่ง และเนื่องด้วยการสื่อสารถูกตัดขาด พวกเขาจึงไม่สามารถทำอะไรได้ หัวหน้าคณะราษฎรสายพลเรือน หลวงประดิษฐ (ปรีดี) ได้รีบแจกจ่ายใบปลิว และแผ่นพับโฆษณาชวนเชื่อ

ว่า“ถ้าใครขัดขืนจะทำร้ายเบื้องสูง” ตลอดจนการกระจายเสียงทางวิทยุ ข้อความในประกาศคณะราษฎร ซึ่งเขียนขึ้นโดยหลวงประดิษฐ วิพากษ์วิจารณ์ ใส่ร้าย พระมหากษัตริย์ด้วยถ้อยคำที่รุนแรงมากอย่างลบหลู่พระเกียรติ จากนั้นประกาศคณะราษฎร ซึ่งลงนามโดย พระยาพหล , พระยาทรง และพระยาฤทธิ์ ถูกส่งโทรเลขไปให้แด่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่วังไกลกังวล หัวหิน

มีใจความข่มขู่ว่า “..หากพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ไม่ทรงปรารถนาที่จะเป็นพระมหากษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญ คณะราษฎรจะเต็มใจถอดพระองค์ออก และแทนที่ด้วยพระบรมวงศานุวงศ์พระองค์อื่น ในโทรเลขดังกล่าวข่มขู่ด้วยว่า หากสมาชิกคณะราษฎรคนใดได้รับบาดเจ็บ พระบรมวงศานุวงศ์ที่ถูกคุมขังก็จะทรงทรมานไปด้วย...” อันเป็นถ้อยความข่มขู่พระมหากษัตริย์ที่ยะโสโอหังมาก

พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว พระองค์ก็ทรงทราบล่วงหน้าก่อนโทรเลขแล้วว่ามีเหตุการณ์บางอย่างกำลังเกิดขึ้นในกรุงเทพ เมื่อข้อความด่วนมาถึง ต่อมา พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าบุรฉัตรไชยากร กรมพระกำแพงเพ็ชรอัครโยธิน ทรงเดินทางมาถึง เพื่อกราบรายงานสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในพระนคร

พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว กับเจ้านายอีกสองพระองค์ ทรงปรึกษากันถึงทางเลือกหลายทาง ซึ่งรวมไปถึงการเสด็จลี้ภัยไปยังต่างประเทศ การจัดรัฐประหารซ้อน หรือ การยอมจำนนเต็มตัว อย่างไรก็ตาม เมื่อโทรเลขแท้จริงจากคณะราษฎรมาถึงแล้ว พระองค์ก็ทรงตัดสินพระทัยแล้วได้ทรงตอบอย่างมีเมตตาว่า

“พระองค์เต็มพระทัย ที่จะอยู่ในราชสมบัติเป็นพระมหากษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญ ดังที่พระองค์ทรงสนับสนุนที่จะให้ประชาชนมีรัฐธรรมนูญมาโดยตลอด” พระองค์ทรงเขียนถึงการตัดสินพระทัยของพระองค์ ที่ปฏิเสธจะต่อสู้ในภายหลังว่า "ข้าพเจ้าไม่สามารถนั่งอยู่บนบัลลังก์ที่เปื้อนเลือดได้ “

คณะราษฎรได้ส่งเรือปืนมารับ เพื่อควบคุมตัวรัชกาลที่ 7 ไปยังกรุงเทพ แต่พระองค์ทรงปฏิเสธและเสด็จกลับไปยังพระนครโดยรถไฟหลวง อันแสดงให้เห็นว่าพระองค์มิได้ตกเป็นเชลยของคณะราษฎร ขณะเดียวกัน ผู้ก่อการได้บีบบังคับด้วยอาวุธ ให้เจ้านายทุกพระองค์ ลงพระนามในเอกสารเพื่อให้เกิดสันติภาพ และหลีกเลี่ยงการหลั่งเลือดใดๆ ในกรุงเทพ

ประชาชนทั่วไป แทบจะไม่ทราบต่อรัฐประหารครั้งนี้เลย พวกเขาคิดว่าเป็นการซ้อมรบของทหาร และมีคนจีนก่อเหตุตามข่าวลือ ชีวิตประจำวันของประชาชนในกรุงเทพฯ จึงกลับคืนสู่สภาพปกติ ส่วนที่เหลือต่างจังหวัด ก็ไม่มีทราบเรื่องเช่นเดียวกัน ในช่วงเย็นวันนั้น ผู้ก่อการคณะราษฎร มั่นใจพอจึงจะเรียกประชุมรัฐมนตรีอาวุโส

ในการประชุมนั้น ปรีดี พยายามที่จะเกลี้ยกล่อม ให้ข้าราชการพลเรือนอาวุโส ให้สนับสนุนคณะราษฎร โดยขู่ว่า “ให้พวกเขายังคงต่อต้าน มิฉะนั้นแล้วเขาจะนำต่างชาติมาแทรกแซงในประเทศ” ปรีดี บังคับให้กระทรวงการต่างประเทศ ส่งข่าวไปยังคณะทูตต่างประเทศทั้งหมด โดยข้อความว่าคณะราษฎรให้คำมั่นว่าจะคุ้มครองชีวิต และธุรกิจของชาวต่างชาติและบรรลุพันธกรณีตามสนธิสัญญาของสยาม

พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชดำรัสถามความเห็นจากสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณีฯ ในฐานะคู่ชีวิตว่า "หญิงว่ายังไง" สมเด็จฯ นั้นแม้จะทรงเป็นสตรีเพศ แต่ได้กราบบังคมทูลด้วยความเด็ดเดี่ยวไปว่า "เข้าไปตายไม่เป็นไร แต่ต้องมีศักดิ์ศรีมีสัจจะ" รัชกาลที่ 7 จึงตัดสินพระทัย เสด็จพระราชดำเนินกลับเข้าพระนคร

วันที่ 26 มิถุนายน 2475 พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จกลับถึงกรุงเทพ พระองค์ทรงโปรดให้ผู้ก่อการคณะราษฎรเข้าพบ พระยาทรง ตรวจตราพระองค์อย่างกวดขัน และ " มีเสียงครหาว่าพระองค์ไม่กล้า จะเสด็จไปไหนก็ต้องพกปืนกระบอกเล็กๆ ไปด้วยบางคนก็หัวเราะเยาะว่า ปืนกระบอกเล็กเพียงนั้นจะไปสู้อะไรเขาได้"

พระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 7 จึงตรัสว่า " ปืนกระบอกนี้มีกระสุนเพียงสองลูก ลูกหนึ่งสำหรับหัวหญิง (สมเด็จพระบรมราชินี) แล้วเป็นของฉันเองอีกลูกหนึ่ง เพราะถ้าจะบังคับให้ฉันเซ็นอะไรที่เป็นการหลอกลวงราษฎรของฉันแล้ว เป็นยิงตัวตาย "

** ใครอยากอ่านความเป็นมาเรื่องนี้ที่มีที่มาที่ไปรายละเอียดยิบทุกนาทีสั่งการ ประวัติศาสตร์นี้ ได้บันทึกไว้แล้วในหนังสือ "แฉ ความลับ เล่ม 1 ตอนประวัติศาสตร์ที่ถูกปกปิด" Limited Edition ที่จะได้ทยอยส่งให้ผู้ที่จองในช่วงไม่เกินวันที่ 25 มิ.ย.2558 นี้

** และผู้สนใจอยากจะเก็บประวัติศาสตร์สำคัญที่หาอ่านความจริงยากที่สุดนี้ไว้บอกลูกหลาน ให้จารึกไว้ตลอดไป สามารถกรอกข้อมูลได้ที่ลิ้งด้านล่างทั้ง 2 ลิ้งต่อไปนี้

@ เสธ น้ำเงิน3
คลิ๊กไปที่ https://t.co/KxhM77h8oO แจ้งความประสงค์รับหนังสือรวมเล่ม แฉ ความลับ และ ebooks

“กติกา" คอมเม็นท์โปรดงดคำหยาบ , ป่วน , ภาพ สามารถติดตามข่าวรวมเล่มหนังสือ แฉ ความลับ คลิ๊กไปที่ http://www.facebook.com/topsecrethaibook

 

admin
Offline
Joined: 09/04/2011 - 16:45
(ไม่มีชื่อ)

admin
Offline
Joined: 09/04/2011 - 16:45
มันร้ายกาจมาก
 
ไชโย วันเสาร์นี้จะครบ 9 ปีรัฐประหาร 19 กันยา 2549 โค่น "ระบอบทักษิณ" ที่มีประชาชนล้นหลามนำช่อดอกไม้ไปมอบรถถัง แต่ไม่รู้ไง ไม่กี่ปีให้หลังกลายเป็น "รัฐประหารเสียของ" ทั่นผู้นำ "บิ๊กบัง" ที่เคยได้รับการยกย่องเป็น "บุคคลแห่งปี" ทำโพลทีไรคะแนนนิยมล้นหลาม ไม่ต่ำ 80-90% แต่ลงเลือกตั้งไหงไม่มีใครเลือก วันนี้เงียบหายหมดบทบาทอยู่ไหนไม่รู้

วันนี้เมื่อ 9 ปีที่แล้วคุณอยู่ไหน 9 ปีผ่านไปไวเหมือนโกหก ลูกผมเรียน ป.6 ตอนนี้อยู่ปี 3 คงไม่ต่างจากพ่อแม่ชาวกรุงนับล้านที่อุตสาหะส่งลูกผ่านม็อบปี"50, 51, 52, 53, 56, 57 ไปโรงเรียนจนได้

วันนี้เมื่อ 9 ปีที่แล้ว พล.ต.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ยังเป็นรองแม่ทัพภาคที่ 1 เป็นมือขวา พล.ท.อนุพงษ์ เผ่าจินดา แม่ทัพภาคยึดอำนาจร่วมกับ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ถ้าวันนั้นมีใครทำนาย 8 ปีผ่านไปท่านต้องยึดอำนาจใหม่ต้องเป็นนายกฯ "ลุงตู่" คงหัวเราะกลิ้ง

9 ปีเหมือนโกหก สังคมเปลี่ยน คนเปลี่ยน คนเคยเป็นเพื่อนกินเหล้ากินข้าวหม้อเดียวกัน หรือกระทั่งเคยร่วมเป็นร่วมตายกลับกลายไม่มองหน้ากัน ในทุกแวดวงตั้งแต่ครอบครัว ญาติมิตร ที่ทำงาน แหม ระบอบทักษิณนี่มันร้ายกาจมาก ฝากพิษสงไว้กับสังคมไทย อีก 9 ปีสันติอโศกจะล้างพิษตับลำไส้หมดไหมก็ไม่รู้

หนำซ้ำยิ่งนานไป ระบอบทักษิณยิ่งกลายเป็นปีศาจร้ายจนต้องปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง ต้องตั้งกรรมการยุทธศาสตร์ จนร่างรัฐธรรมนูญไม่ได้ซักที

ถามจริง ระบอบทักษิณคืออะไร ให้ทำข้อสอบอัตนัย ไม่ใช่สอบชอยส์เป่านกหวีด ถามจริง เมื่อ 9 ปีที่แล้วไล่ทักษิณเพราะอะไร 9 ปีผ่านไปยังจำได้ไหม

คำว่า "ระบอบทักษิณ" เกิดขึ้นในการเสวนา "2 ปีระบอบทักษิณกับสถานการณ์การละเมิดสิทธิมนุษยชนในประเทศไทย" เมื่อต้นปี"46 หลังเกิด "ฆ่าตัดตอน" ผู้ต้องสงสัยจำนวนมากในสงครามเอาชนะยาเสพติด ผู้คิดคำเป็นใครไม่ทราบ แต่ผู้อธิบายอย่างเป็นระบบคือ เกษียร เตชะพีระ ซึ่งผมแซวว่าน่าเสียดายนะ ถ้าไม่ติด "กับดักประชาธิปไตย" โดดไปช่วยคณะรัฐประหารซะตั้งแต่ 9 ปีก่อน ป่านนี้คงเป็น สนช.สปช. 2 สมัย เป็นกรรมาธิการเบี้ยประชุมวันละ 6 พัน 9 พัน หรือไม่ก็เป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญไปแล้ว

ระบอบทักษิณคือ อะไร คือการก้าวขึ้นมามีอำนาจผ่านการเลือกตั้งของคน 2 กลุ่ม ได้แก่ นายทุนใหญ่กลุ่มใหม่กับคนชนบทคนจนเมือง ซึ่งเป็นเสียงข้างมาก แต่ผู้มีอำนาจใช้อย่างลิดรอนสิทธิเสรีภาพ อำนาจนิยม

ระบอบทักษิณยังมีนัยเป็นการเคลื่อนไหวแรกเพื่อออกจากโครงสร้างเดิมของประชาธิปไตย ไทย ที่อยู่ภายใต้การดูแลของชนชั้นนำที่ไม่ได้มาจากเสียงข้างมาก แม้ว่าตัวระบอบทักษิณเองก็ไม่ได้เป็นประชาธิปไตยนัก

แต่ระบอบทักษิณประกอบกับกลไกในรัฐธรรมนูญ 2540 ก็ทำให้คนชนบทตื่นตัวตระหนักในอำนาจที่ตัวเองมีผ่านการเลือกตั้ง "ประชาธิปไตยกินได้" ด้วยนโยบายพรรคไทยรักไทย กองทุนหมู่บ้านละ 1 ล้านบาทส่งถึงมือกรรมการที่ชาวบ้านเลือกเอง ข้าราชการอ้าปากค้าง 30 บาทรักษาทุกโรคที่ทำให้การรักษาพยาบาลเป็น "สิทธิ" ถือบัตรทองไปใช้สิทธิไม่ใช่ไปขอความเมตตาคุณหมอรักษาฟรีอีกต่อไป

ระบอบทักษิณล้มทฤษฎี 2 นคราประชาธิปไตย คนชนบทตั้งรัฐบาล คนเมืองล้มรัฐบาล ด้วยกระแสสื่อ กระแสสังคม การเคลื่อนไหวของ NGO องค์กรประชาสังคม กลายเป็นระบอบที่ล้มยาก จนคนชั้นกลางชาวกรุง สื่อ NGO ซึ่งเติบโตมาจาก "ต่อสู้เผด็จการ" ต้องออกบัตรเชิญกองทัพทำรัฐประหาร เท่านั้นไม่พอ ยังเกิดนวัตกรรม "รัฐประหารตุลาการภิวัตน์" เพื่อจัดการศัตรูทางการเมืองที่ยกระดับเป็นศัตรูของชาติ

อันนี้คือความพิเศษของ "ระบอบทักษิณ" ซึ่งกลายเป็นที่เกลียดชังกระทั่งไม่ฟังความเห็นต่าง ใครไม่เห็นด้วยกับรัฐประหารกลายเป็นศัตรู กลายเป็นพวกทักษิณ เพราะทักษิณซื้อได้ข้ามโลกตั้งแต่โอบามาถึงอุยกูร์

ระบอบทักษิณจึงกลายเป็นปีศาจ เพราะกวาดผู้ยึดมั่นในหลักประชาธิปไตย นิติรัฐ คัดค้านความอยุติธรรม 2 มาตรฐาน ให้เป็นศัตรูกับ "คนดี" จำนวนมาก ขณะที่ผู้เคยชิงชังการฆ่าตัดตอน หลายคนกลับสนับสนุน "กระสุนจริง"

ความพยายามจะปราบระบอบทักษิณด้วยการไม่กลับสู่เลือกตั้ง ด้วยการ "ปราบโกง" (ซึ่งก็โกงหรือมีผลประโยชน์ทับซ้อนกันทุกกลุ่ม) อีก 9 ปีก็ไม่มีทางสำเร็จ

ซ้ำที่เคยว่าทักษิณอำนาจนิยม วันนี้สังคมไทยก็นิยมอำนาจตัดตอนเบ็ดเสร็จกว่าหลายเท่า
ที่มา:ข่าวสดออนไลน์

 

 

admin
Offline
Joined: 09/04/2011 - 16:45
 
 
วันที่ 06 ตุลาคม พ.ศ. 2558 เวลา 00:01 น.
จำนวนคนอ่านล่าสุด 36255 คน

 ชกไม่มีมุม

 

 วงค์ ตาวัน

 สังคมไทยมักจะละเลี่ยงการทบทวนประวัติศาสตร์ทางการเมือง ให้ลืมๆ กันไป อย่าไปขุดคุ้ยสะกิดแผลเก่า จึงทำให้ขาดการเรียนรู้ร่วมกัน ขาดการสรุปบทเรียน ลงเอยจึงเดินซ้ำรอยเดิมอันเลวร้ายไม่สิ้นสุด

 พอย่างเข้าเดือนตุลาคม จะมีคนส่วนหนึ่งย้อนรำลึกถึงวีรชนที่ล้มตายไปในเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 และ 14 ตุลาคม 2516

 โดยเฉพาะ 6 ตุลาคมนั้น เป็นการวางแผนเข่นฆ่ากลางเมืองที่โหดร้ายที่สุด

 

 กลับไม่เคยมีการค้นหาปมปัญหาอย่างจริงจัง จึงทำให้วิธีใส่ร้ายป้ายสีคนคิดต่าง หวังทำลายล้างกันทุกวิถีทาง จึงยังดำเนินอยู่ทุกวันนี้

 อย่างกรณีล่าสุด เรื่องนายอ๊อด ผู้ลี้ลับ กับคดีวางระเบิดที่มีคนตาย 20 ศพ ยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าคนๆ นี้เป็นใคร เกี่ยวพันแค่ไหน

 กลับพยายามขยายความอย่างหน้ามืดตามัว เพียงเพื่อหวังทำลายล้างคนสีเสื้อหนึ่งให้ได้

 คงอยากให้คนไทยลุกขึ้นมาฆ่ากันกลางเมือง เหมือนที่เคยเกิดขึ้นในวันนี้ เมื่อ 39 ปีก่อนอย่างนั้นหรือ!?!

 แต่เพราะประวัติศาสตร์ 6 ตุลาคม 2519 ไม่เคยเอามาศึกษากัน คนไทยจำนวนไม่น้อยในวันนี้เลยไม่เคยรู้ว่า สิ่งที่ทำกันเมื่อหนก่อนนั้น ได้สร้างผลร้ายตามมาอีกมากมายมหาศาลเช่นไร

 ภาพสำคัญภาพหนึ่งของเหตุการณ์ 6 ตุลาคม ก็คือ มีร่างคนคนหนึ่งถูกแขวนคอไว้กับต้นมะขามริมสนามหลวง บริเวณหน้าธรรมศาสตร์

 ทั้งที่คนคนนั้นสิ้นใจไปแล้ว ยังทารุณซ้ำ ด้วยการเอาเก้าอี้มาฟาดใส่ร่าง เอาท่อนไม้มาฟาดซ้ำ

 บางคนกระโดดเตะร่างที่ห้อยอยู่นั้นอย่างบ้าระห่ำ ท่ามกลางไทยมุงที่ล้อมวง ไม่เว้นแม้เด็กชายตัวเล็ก

 สีหน้าทุกคนจ้องมองการกระทำนั้น เป็นไปอย่างปกติ บ้างเผลอยิ้ม เผลอหัวเราะ

 เพราะการปลุกอารมณ์ของผู้คนที่ไปล้อมมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ให้เกลียดชังคลั่งแค้นนักศึกษาประชาชนภายในนั้น

 เตลิดไปถึงขั้น ต้องจับมันมาฆ่ากันให้หมด

 ผลจากเหตุการณ์วันนั้นคืออะไร

 คนที่รอดตาย รอดคุกไปได้ พากันเข้าป่าจับปืนร่วมกับคอมมิวนิสต์ เกิดสงครามทางอุดมการณ์ที่ลุกลามไปทั่ว

 ทั้งทหารป่าและทหารรัฐบาลสูญเสียชีวิตไปมากมาย ทรัพย์สินราชการ โรงพัก ค่ายทหาร อีกนับไม่ถ้วน

 ผลสุดท้ายเมื่อคลี่คลายได้ด้วยคำสั่ง 66/2523 ใช้สันติวิธียุติสงครามสำเร็จ

 จากนั้นจะพบว่า สิ่งที่ปลุกระดมให้คนไทยเกลียดชังอาฆาตแค้นในวันที่ 6 ตุลาฯนั้น หาใช่เรื่องจริงไม่

 แต่เรื่องไม่จริงนี่แหละ ที่ใส่ร้ายแล้วเชื่อกันด้วยอคติอารมณ์ จนนำมาสู่การกระทำที่ป่าเถื่อนกลางเมืองหลวง

 สิ่งที่สังคมไทยทำกันเพื่อนำไปสู่ 6 ตุลาฯ ก็ยังปฏิบัติกันซ้ำแล้วซ้ำเล่า

 

 โอกาสที่จะกระทำป่าเถื่อนกันอีก จึงมีอยู่เสมอๆ!

 
 
 

 

admin
Offline
Joined: 09/04/2011 - 16:45
(ไม่มีชื่อ)
admin
Offline
Joined: 09/04/2011 - 16:45
พล.อ.ธีรชัย นาควานิช

พล.อ.ธีรชัย นาควานิช

แจ้งช่วงเข้ารับตำแหน่งสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เมื่อวันที่ 8 ส.ค. 2557 ว่า มีทรัพย์สิน 49,911,393 บาท

ได้แก่ เงินฝาก 8 บัญชี 10,903,285 บาท เงินลงทุน 5 แห่ง (ส่วนใหญ่เป็นกองทุน-สหกรณ์ออมทรัพย์) 3,414,440 บาท ที่ดิน 6 แปลง 21.2 ล้านบาท บ้าน 1 หลัง 7 ล้านบาท รถยนต์ 2 คัน (โตโยต้า Alphard ได้มา มี.ค. 2557) 5,338,000 บาท สิทธิและสัมปทาน (ประกันชีวิต) 1,035,668 บาท ทรัพย์สินอื่น (ราคาตั้งแต่สองแสนบาทขึ้นไป) 1,020,000 บาท (มีงาช้าง 1 คู่ ระบุว่าเป็นของมรดก ประเมินค่ามิได้) ไม่มีหนี้สิน

มีรายได้ 2,024,000 บาท เป็นเงินเดือน 844,000 บาท เงินประจำตำแหน่ง 996,000 บาท เงินเพิ่มพิเศษสำหรับการสู้รบ 8.4 หมื่นบาท ดอกเบี้ยเงินฝาก 1 แสนบาท

มีรายจ่าย 1,922,900 บาท เป็นค่าหักภาษี 6 หมื่นบาท เงินออมทรัพย์ ขรก.ทบ. 39,600 บาท เงินประกันชีวิต 443,000 บาท เงินกองทุน RMF 2.8 แสนบาท เงินกองทุน LTF 2.8 แสนบาท ค่าอุปโภคบริโภค-ท่องเที่ยว 6 แสนบาท อุปการะเลี้ยงดูมารดา 1.2 แสนบาท เงินบริจาค 1 แสนบาท

ส่วน พ.อ.หญิง บุญรักษา นาควานิช คู่สมรส มีทรัพย์สิน 20,320,767 บาท

ได้แก่ เงินฝาก 11 บัญชี 8,554,421 บาท เงินลงทุน 9 แห่ง (ส่วนใหญ่เป็นกองทุน-สหกรณ์ออมทรัพย์) 1,645,351 บาท ที่ดิน 4 แปลง 7,000,125 บาท รถยนต์ 1 คัน (โตโยต้า Altis 1.8 V Navi ได้มา เม.ย. 2557) 1,069,000 บาท สิทธิและสัมปทาน (ประกันชีวิต) 711,869 บาท ทรัพย์สินอื่นฯ 1,340,000 บาท (มีสร้อยทองคำ 9 เส้น หนักประมาณ 7 บาท มูลค่า 1.4 แสนบาท และทองคำแท่ง หนัก 30 บาท มูลค่า 6 แสนบาท) ไม่มีหนี้สิน

มีรายได้ 1,057,600 บาท เป็นเงินเดือน 7.2 แสนบาท เงินประจำตำแหน่ง 237,600 บาท ดอกเบี้ยเงินฝาก 1 แสนบาท

มีรายจ่าย 988,645 บาท เป็นค่าหักภาษี 1.8 หมื่นบาท เงินออมทรัพย์ ขรก.ทบ. 38,400 บาท เงินสะสมกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ 21,600 บาท เงินประกันชีวิต 225,645 บาท เงินกองทุน RMF 1 แสนบาท เงินกองทุน LTF 1 แสนบาท ค่าอุปโภคบริโภค-ท่องเที่ยว 3.5 แสนบาท อุปการะเลี้ยงดูมารดา 1.2 แสนบาท เงินบริจาค 1.5 หมื่นบาท

รวมทั้งคู่มีทรัพย์สินเบ็ดเสร็จ 70,232,161 บาท ไม่มีหนี้สิน

พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร

แจ้งช่วงเข้ารับตำแหน่ง รมช.กลาโหม เมื่อวันที่ 4 ก.ย. 2557 ว่า มีทรัพย์สิน 29,242,327 บาท

ได้แก่ เงินสด 1 ล้านบาท เงินฝาก 8 บัญชี 15,373,042 บาท เงินลงทุน 5 แห่ง (ส่วนใหญ่เป็นกองทุนธนาคาร) 3,589,284 บาท ที่ดิน 3 แปลง (จ.ประจวบคีรีขันธ์ทั้งหมด) 2.5 ล้านบาท บ้าน 1 หลัง (ที่ประจวบฯ) 2 ล้านบาท รถยนต์ 1 คัน รถจักรยานยนต์ 1 คัน รวม 1,980,000 บาท ทรัพย์สินอื่นฯ 2.8 ล้านบาท (มีพระเลี่ยมทอง 6.5 แสนบาท ระบุว่าได้มาก่อนยื่นบัญชีทรัพย์สิน แต่ไม่ระบุวันที่ชัดเจน) มีหนี้สิน 1,920,119 บาท (หนี้ ธ.อาคารสงเคราะห์ เมื่อปี 2551)

มีรายได้ 2,157,697 บาท เป็นเงินเดือน 851,160 บาท เงินประจำตำแหน่ง 1,013,760 บาท ดอกเบี้ยธนาคาร 292,777 บาท มีรายจ่าย 1,275,600 บาท เป็นค่าใช้จ่ายอุปโภค-บริโภค 7.8 แสนบาท ค่าผ่อนบ้าน 495,600 บาท

ส่วนนางวิภาดา สีตบุตร คู่สมรส มีทรัพย์สิน 26,821,859 บาท 

ได้แก่ เงินสด 3 แสนบาท เงินฝาก 4 บัญชี 1,309,959 บาท เงินลงทุน 8 แห่ง (สลากออมสิน) 2,001,900 บาท ที่ดิน 2 แปลง (จ.สุพรรณบุรี-กทม.) 4.5 ล้านบาท บ้าน 1 หลัง (ที่ กทม.) 15 ล้านบาท รถยนต์ 1 คัน 9 แสนบาท ทรัพย์สินอื่นฯ 2,810,000 บาท (ส่วนใหญ่เป็นเครื่องประดับเลี่ยมทองคำ ระบุว่าได้มาก่อนยื่นบัญชีทรัพย์สิน แต่ไม่ระบุวันที่ชัดเจน)

มีรายได้ 28,933 บาท เป็นดอกเบี้ยธนาคาร มีรายจ่าย 3 แสนบาท เป็นค่าใช้จ่ายอุปโภค-บริโภค

ของบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ 490,611 บาท เป็นเงินสด 5 หมื่นบาท เงินฝาก 3 บัญชี 428,611 บาท และเงินลงทุน 1 แห่ง (สลากออมสิน) 1.2 หมื่นบาท ไม่มีหนี้สิน มีรายได้ 2,142 บาท เป็นดอกเบี้ยธนาคาร ไม่มีรายจ่าย

รวมทั้งสามคนมีทรัพย์สินเบ็ดเสร็จ 56,554,798 บาท มีหนี้สินทั้งสิ้น 1,920,119 บาท

นี่คือทรัพย์สมบัติของ บิ๊กทหาร  ทั้งสอง จำนวนใกล้เคียงกัน  คนหนึ่งเพิ่งลงจากตำแหน่งสูงที่สุดในกองทัพบก อีกคนเพิ่งก้าวขึ้นไปแทนที่ 

หมายเหตุ : ภาพประกอบ พล.อ.ธีรชัย จาก isnhotnews.com, ภาพประกอบ พล.อ.อุดมเดช จาก prachachat.net

admin
Offline
Joined: 09/04/2011 - 16:45
‎KhunSomchay Tang‎ ถึง
KhunSomchay Tang ถึง ประชาธิปัตย์พรรคเดียวฉิบหายทั้งประเทศ

ข้าวไทยโคตรอัจฉริยะ คณะสร้างความชิบหายแห่งชาติ( คสช.)
อ้างรัฐบาลยิ่งลักษณ์ต้องรับผิดชอบความเสียหาย 510,000 ล้านบาท
แต่วันนี้ข้าวไม่เน่าแล้วหริอจึงส่งออกไปขายจีนได้?
http://www.bloggang.com/mainblog.php…
บล็อกทุจริตจำนำข้าว (๑)
บล็อกทุจริตจำนำข้าว (๒)
บล็อกทุจริตจำนำข้าว (๓)
บล็อกทุจริตจำนำข้าว (๔)
บล็อกทุจริตจำนำข้าว (๕)

"ออกไปเสียเถอะ นางสาวยิ่งลักษณ์"
ดร.เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง

โดยปกติ เมื่อผู้บริหารบริษัทบริหารงานล้มเหลว ทำงานไม่บรรลุวัตถุประสงค์หรือเป้าหมาย ก่อให้เกิดความเสียหายใหญ่หลวง ขาดทุนป่นปี้ ปล่อยให้มีการโกงกินบริษัท ทำลายศักยภาพและความสามารถในการแข่งขันของบริษัท ทำให้บริษัทเสียลูกค้า สูญเสียตลาด ผู้บริหารจะต้องถูกปลดออก ถูกไล่ออก หรือลาออก เพื่อแสดงความรับผิดชอบ

การบริหารประเทศชาติ ก็จะต้องมีความรับผิดชอบไม่น้อยไปกว่ากัน

นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อาสาเข้ามาเป็นผู้บริหารประเทศ กำหนดนโยบายข้าวของชาติ มีเป้าหมายว่าจะทำให้ข้าวไทยสามารถส่งออกได้ราคาสูงขึ้น มูลค่าส่งออกมากขึ้น โดยกักเก็บข้าวที่ผลิตได้ในประเทศไว้ในโกดังของรัฐบาล เพื่อให้ข้าวหายไปจากตลาดโลก หวังจะให้เกิดความขาดแคลน ราคาข้าวในตลาดโลกก็จะสูงขึ้น ถึงเวลานั้นข้าวไทยก็จะสามารถส่งออกขายได้กำไรสูงขึ้น

“ทักษิณคิด เพื่อไทยทำ” ทักษิณ ชินวัตร เคยสะท้อนวิธีคิดผ่านคำพูดทำนองว่า เราเป็นผู้ส่งออกข้าวรายใหญ่ที่สุดในโลก เรื่องอะไรจะขายตามราคาตลาด ถ้าเก็บข้าวไว้สัก ๒-๓ ปี ข้าวก็หมดโลก ราคาก็จะสูงขึ้น ด้วยเหตุนี้ จึงคิดอวดเก่งด้วยการรับซื้อข้าวเปลือกในประเทศ ราคา ๑๕,ooo บาทต่อตัน สูงกว่าราคาตลาดโลกกว่า ๔o% แต่ทำมาได้ไม่ถึง ๒ ปี ปรากฏว่ามาตรการที่วาดฝันไว้ว่าราคาตลาดโลกจะพุ่งสูงตามราคารับจำนำในประเทศล้มเหลวสิ้นเชิง เพราะบริหารแบบไม่มีความรู้ความเข้าใจตลาดข้าวโลก ในขณะที่การคลังของประเทศแทบจะล้มทั้งยืน

ไม่ถึง ๒ ปี ใช้เงินแผ่นดินไปแล้วมากกว่า ๖ แสนล้านบาท ขาดทุนปี้ป่น โกงกินตะกละตะกราม ข้าวเก็บล้นโกดัง ข้าวเน่าคาโกดัง ไม่สามารถระบายข้าวได้ราคาสูงจริง การส่งออกข้าวเสื่อถอย ทั้งปริมาณส่งออกและราคาส่งออก ประเทศเสียแชมป์ส่งออกข้าว เสียตลาดโลกให้อินเดีย-เวียดนาม

ถ้าผู้บริหารบริษัททำให้เกิดความเสียหายร้ายแรงขนาดนี้ จะต้องรับผิดชอบแน่นอน

ไม่ลาออก ก็จะต้องถูกปลดออก ไล่ออก เป็นอย่างต่ำ

ความเสียหายที่เกิดขึ้นไม่ใช่เรื่องโชคร้าย แต่มาจากนโยบายและการบริหารล้วนๆ

๑) รัฐบาล “ทักษิณคิด เพื่อไทยทำ” ดำเนินนโยบายมาเกือบ ๒ ปี รับซื้อข้าวเปลือกมาแล้ว ๓o-๔o ล้านตัน ใช้เงินดำเนินการมากกว่า ๖ แสนล้านบาท กักเก็บข้าวสารไว้ในโกดังของรัฐกว่า ๒o ล้านตัน แต่ราคาในตลาดโลกก็ไม่สูงขึ้นตามราคาที่รับจำนำในประเทศ ตามที่ฝันเฟื่องและขายฝันไว้กับประชาชน

สาเหตุก็เป็นไปอย่างที่นักวิชาการทั้งหลาย รวมทั้งผมเอง ก็เคยเตือนไว้ก่อนหน้านี้แล้ว คือ

(๑) ปริมาณข้าวที่มีการซื้อขายกันในตลาดโลกนั้น คิดเป็นจำนวนเพียง ๖% ของปริมาณผลผลิตข้าวทั้งหมดในโลก แม้แต่จำนวนข้าวที่ประเทศไทยเราเคยส่งออกอันดับหนึ่งของโลกนั้น ก็คิดจำนวนเพียง ๒% ของปริมาณผลผลิตข้าวทั้งหมดในโลก

พูดง่าย ๆ ว่า ธรรมชาติของตลาดข้าวในโลก มีการปลูกข้าวกินเอง ค้าขายเป็นส่วนน้อยนิด

จะเห็นว่า แม้ข้าวที่ค้าขายกันอยู่จะหายไปจากตลาดโลกบางส่วน ก็เป็นเพียงส่วนน้อยของผลิตทั้งหมดในโลก ดังนั้น ถ้าผู้ส่งออกบางประเทศอวดอุตริ อวดดี คิดจะกักเก็บข้าวไว้เอง เล่นตัว ไม่ขายออกมาสู่ตลาดโลก เพ้อฝันว่าจะทำให้ราคาในตลาดโลกขยับสูงตาม ถ้าไม่บ้า ก็โง่ หรือชอบฝันเปียก

เพราะเมื่อใดข้าวหายไปจากตลาดโลก ราคาขยับสูงขึ้น ประเทศอื่น ๆ ที่เหลือก็จะเพิ่มการผลิตขึ้นมาทันที เพียงแค่คนละนิดเดียวก็สามารถชดเชยส่วนที่หายไปได้แล้ว

(๒) การบริโภคข้าวในตลาดโลกจะเปลี่ยนแปลงไปเมื่อราคาเปลี่ยนไป เพราะชาวโลก หากเมื่อใดข้าวราคาแพงขึ้น ก็จะเลือกบริโภคอาหารที่ให้คาร์โบไฮเดรตชนิดอื่นแทน เช่น ขนมปัง สปาเก็ตตี้ บะหมี่ ซึ่งทำจากข้าวสาลี, ข้าวโพด ข้าวบาเลย์ ข้าวโอ๊ต มัน ฯลฯ

ล่าสุด นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกฯ เพิ่งจะออกมายอมรับว่าตลาดคาร์โบไฮเดรตในโลกนั้นมีความใหญ่โต มีทางเลือกมากมายกว่าข้าว แต่กว่าจะได้บทเรียนอันนี้ ก็ทำให้ประเทศชาติต้องจ่ายค่าโง่ไปหลายแสนล้านบาท ทั้ง ๆ ที่ มีงานวิจัยมากมาย และนักวิชาการเคยเตือนกันไว้แล้วทั้งนั้น

๒) การรับซื้อข้าวราคาแพงกว่าตลาด อ้างว่ารับจำนำ พฤติกรรมก็เสมือนรัฐบาลทำตัวเป็นพ่อค้ารายใหญ่ ดำเนินการในพื้นที่กว้างขวางกว่า ๗o จังหวัดทั่วประเทศ แถมเป็นพ่อค้าที่ไม่มีเครื่องมือเป็นของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นสถานที่รับซื้อข้าว โรงสีข้าว โกดังเก็บข้าว

ยิ่งกว่านั้น ยังขาดบุคลากร ผู้เชี่ยวชาญ ความรู้ รัฐบาลก็ต้องว่าจ้างคนนอกทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็น การดูข้าว การตรวจคุณภาพข้าว การทำธุรกิจข้าว ฯลฯ พื้นที่ดำเนินการกว้างใหญ่ไพศาล ยากจะกำกับตรวจสอบได้ถี่ถ้วน เป็นช่องให้เกิดการทุจริตโดยง่าย ตั้งแต่รับซื้อข้าว เอาข้าวเปลือกไปสีเก็บไว้เป็นข้าวสาร เกิดการเสื่อมสภาพ-เสื่อมราคา ขายต่างประเทศไม่ได้เพราะราคาตลาดโลกถูกว่าราคาที่รับจำนำมา เสียค่าเช่าค่าดำเนินการ มีการหมุนเวียนข้าวใหม่แอบขาย-เอาข้าวเก่ามาสวมแทน โดยเฉพาะในขั้นตอนการระบายข้าว แอบขายให้พรรคพวกในราคาถูกพิเศษบ้าง อ้างขายจีทูจีเก๊บ้าง ข้าวหายไปจากสต็อกเสียเฉย ๆ บ้าง ฯลฯ

นโยบายรับจำนำข้าวของรัฐบาลเป็นการออกแบบนโยบายที่ก่อให้เกิดการทุจริตโดยง่าย

๓) ในความเป็นจริง ข้าวที่รัฐบาลซื้อมาเก็บไว้ในโกดังนั้น ทั้งหมดถือเป็นทรัพย์สินของประชาชน เพราะเอาเงินของแผ่นดินไปรับซื้อ (รับจำนำ) มา

ผู้บริหารใช้เงินประชาชนไปซื้อข้าวมา แต่กลับมีพฤติกรรมมุบมิบ ปกปิดข้อมูลข้อเท็จจริง ไม่ยอมเปิดเผยให้ประชาชนเจ้าของเงินได้รู้ความจริง ทั้งปริมาณข้าว ราคาที่รับซื้อข้าว การขายข้าว ขายใคร เมื่อใด ราคาเท่าใด ขาดทุนเท่าใด มีสต็อกอีกปริมาณเท่าใด คิดเป็นมูลค่าเท่าใด ฯลฯ

อ้างว่าเป็นความลับทางการค้า

น่าสงสัยว่า ความลับทางการค้า หรือความลับของโจร

เพราะพฤติกรรมน่าสงสัยว่าจะเกิดการทุจริตโกงกินกันทุกรูปแบบ กระทั่งไม่สามารถเปิดเผยตัวเลขที่ชัดเจนแน่นอนของโครงการได้ เนื่องจากขาดทุนมหาศาล

ปีแรกปีเดียว เฉพาะที่รัฐบาลยอมจำนนแล้ว ขาดทุนมากกว่า ๑๓๖,ooo ล้านบาท

ผลขาดทุนทั้งหมด ไม่น่าจะต่ำกว่า ๓oo,ooo ล้านบาท

ขนาดนี้แล้ว รัฐบาลยังพยายามปกปิด อ้างว่ายังไม่สามารถปิดบัญชีในปีหลังได้ สต็อกข้าวยังไม่นิ่ง และข้าวในสต็อก ยังไม่ขายก็ไม่ขาดทุน

พยายามประดิษฐ์ถ้อยคำมากลบเกลื่อนคำว่า “ขาดทุน” อ้างว่าเป็น “ภาระทางบัญชี”

พฤติกรรมของผู้บริหารเช่นนี้ มีแต่จะเพิ่มความเสียหายแก่ประเทศชาติ เพราะไม่ยอมรับความจริง ไม่แก้ไขปรับเปลี่ยนวิธีการดำเนินงาน แต่พยายามแก้ตัว แก้คำพูด เล่นคำ เหมือนนักโต้วาที

๔) ความเสียหายจากโครงการรับจำนำข้าว ไม่ใช่มีเฉพาะผลขาดทุนที่เป็นความเสียหายต่อเงินแผ่นดินเท่านั้น แต่ยังมีการสูญเสียของประเทศชาติที่เกิดจากนโยบายนี้โดยตรง

(๑) ข้าวพันธุ์ดีเสียหาย เพราะชาวนาตอบสนองต่อแรงจูงใจ พยายามหาข้าวมาขายเข้าโครงการให้มากที่สุด เร่งปลูกข้าวสายพันธุ์ที่ให้ผลผลิตเร็วที่สุด ผลผลิตต่อไร่สูงที่สุด ไม่สนใจปลูกข้าวพันธุ์ดีซึ่งส่วนมากจะให้ผลผลิตต่อไร่ต่ำ ในที่สุด ข้าวไทยที่เคยได้ชื่อว่าคุณภาพดีเยี่ยมอันดับหนึ่งของโลกก็กลายเป็นข้าวคุณภาพดาด ๆ ทั่วไป ไม่เหลือความเป็น “ผลิตภัณฑ์” (product) แต่เป็นเพียง “ผลผลิตทั่วไป” (commodity)

(๒) โรงสี ไม่พัฒนาเทคโนโลยี หันมาหากินกับรัฐบาล แค่รับจ้างสี โดยไม่ต้องพัฒนาคุณภาพและเทคโนโลยีการสีข้าวให้ตอบสนองต่อความต้องการของตลาดโลก บางส่วนเลวร้ายถึงขั้นร่วมขบวนการทุจริตโกงกิน ทำให้มีการเปิดโปงกันในแวดวงว่าซื้อรถซุปเปอร์คาร์คันละหลายสิบล้านกันเป็นว่าเล่น

(๓) ผู้ส่งออกข้าว ที่ผ่านมาต้องยอมรับว่าการที่ไทยสามารถเป็นผู้ส่งออกข้าวอันดับหนึ่งของโลก ผู้ส่งออกข้าวของไทยมีประสบการณ์และบทบาทสำคัญในการแย่งชิงส่วนแบ่งในตลาดโลก ไทยจึงครองแชมป์ส่งออกข้าวมายาวนาน

ผู้ส่งออกข้าวไทย แต่ละรายมีความถนัด หรือความเชี่ยวชาญในตลาดแตกต่างกัน บางรายชำนาญตลาดอิรัก บางรายคล่องในตลาดยุโรป บางรายเก่งในตลาดฮ่องกง ฯลฯ แต่ละคนก็จะมีชื่อเสียง ความสัมพันธ์ทางการค้า และลูกค้าเจ้าประจำของตนเองอย่างเหนียวแน่น แต่เมื่อรัฐบาลทำตัวเป็นพ่อค้าซื้อข้าวในประเทศเก็บไว้รายเดียว ระบายข้าวแบบพิเศษให้กับพ่อค้าพรรคพวกของรัฐบาล ทำให้บริษัทส่งออกข้าวพรรคพวกรัฐบาลบางบริษัทเติบโตรวดเร็วพิเศษในยุคนี้ ผู้ส่งออกที่เหลือก็ไม่สามารถจะซื้อข้าวในประเทศออกไปขายได้ บางส่วนจึงหันไปซื้อข้าวจากเวียดนาม กัมพูชา นำไปขายผ่านคอนเน็คชั่นทางการค้าของตนเอง บางรายหันไปพัฒนาการปลูกข้าวให้แอฟริกา

นโยบายของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ เสมือนบริษัทที่บริหารแบบเล่นพวก เอาผลประโยชน์ส่วนตัวของพรรคพวกผู้บริหาร ทำให้ต้องสูญเสียพนักงานขายเก่ง ๆ เสียบุคลากรที่มีความสามารถไปทำงานให้บริษัทอื่นแทน ในขณะที่พรรคพวกของผู้บริหารก็รุมทึ้งผลประโยชน์ของบริษัทจนยับเยิน ขาดทุนบานเบอะ

(๔) รัฐบาลได้ใช้ ธกส.ซึ่งเป็นสถาบันการเงินของรัฐ โดยใช้เงินหมุนเวียนของ ธกส.ไปซื้อข้าวก่อน เป็นการผิดวัตถุประสงค์ของธนาคาร เพราะธกส.มิได้มีหน้าที่มาซื้อข้าว แถมข้าวที่ซื้อมากลับเป็นของกระทรวงพาณิชย์ เท่ากับ ธกส.ปล่อยเงินกู้โดยไม่มีหลักประกันแก่โครงการ รัฐบาลยังได้กู้นอกระบบจาก ธกส.อีกหลายแสนล้าน โดยมิได้เสนอกฎหมายขอกู้เงินต่อรัฐสภา เป็นการทำลายวินัยการคลังอย่างร้ายแรง

๕) ล่าสุด... ดูเหมือนรัฐบาลยิ่งลักษณ์จำต้องยอมจำนนกับความเสียหายที่เกิดขึ้น กระทั่งต้องปรับเปลี่ยนราคารับจำนำ จาก ๑๕,ooo บาท เหลือ ๑๒,ooo บาท และจำกัดจำนวนเงินที่ชาวนาแต่ละคนจะได้ไม่เกินรายละ ๕oo,ooo บาท เพื่อบีบให้โครงการใช้เงินหมุนเวียนไม่เกินปีละ ๕oo,ooo ล้านบาท

เท่ากับยอมรับว่า การดำเนินนโยบาย “ทักษิณคิด เพื่อไทยทำ” ที่ผ่านมานั้นล้มเหลว เกิดความเสียหาย ไม่สามารถขายข้าวในตลาดโลกได้สูงกว่าราคารับจำนำ แถมมีการทุจริตโกงกินยุบยับ รั่วไหล

แต่การเปลี่ยนแปลงนโยบายโดยลดราคาที่ชาวนาจะได้รับลงไป แม้จะช่วยลดความเสียหายต่อเงินแผ่นดินลงไปได้บ้าง แต่เป็นการทำลายผลประโยชน์ส่วนที่ชาวนาได้รับจากโครงการโดยตรง ในขณะที่โครงการยังคงมีช่องโหว่ ช่องทางโกง ขบวนการคนโกง เพราะราคาใหม่ก็ยังเป็นการรับซื้อข้าวแพงกว่าราคาตลาด ทำให้มีข้าวมากองไว้ในโกดัง มีค่าใช้จ่าย มีการรั่วไหล และมีการระบายข้าว ผ่องถ่ายผลประโยชน์ให้พวกพ้องเหมือนเดิม

โครงการที่ออกแบบให้เกิดการทุจริตยังคงเดิม

การทุจริตโดยนโยบาย ก็จะยังอยู่เหมือนเดิม

บทพิสูจน์วุฒิภาวะประชาธิปไตยไทย ๘๑ ปี

๒๔ มิ.ย. ๒๕๕๖ ครบรอบ ๘๑ ปี ของการเปลี่ยนแปลงการปกครองเมื่อปี ๒๔๗๕

หากประเทศมีความเป็นประชาธิปไตยแท้จริง นักการเมืองผู้บริหารประเทศจะต้องรับผิดชอบต่อการบริหารบ้านเมือง รักษาผลประโยชน์ของประเทศชาติส่วนรวม อยู่ใต้กฎหมายและรัฐธรรมนูญ และถูกกำกับตรวจสอบโดยประชาชนเจ้าของอธิปไตยที่แท้จริง

ข้ออ้างว่ามาจากการเลือกตั้ง จะดำเนินนโยบายที่ทำให้ประเทศเสียหายอย่างไร ปล่อยให้มีการโกงกินกันอย่างไร ทำลายความสามารถในการแข่งขันของพืชเศรษฐกิจหลักของประเทศอย่างไร นักการเมืองก็ไม่ต้องแสดงความรับผิดชอบใด ๆ เลย... แบบนี้ย่อมไม่ใช่ประชาธิปไตย

แต่เป็นเผด็จการทุนนิยมสามานย์ที่สวมหน้ากากประชาธิปไตย

จะต้องมีการแสดงความรับผิดชอบต่อการบริหารประเทศที่ก่อให้เกิดความเสียหายร้ายแรงจากนโยบายข้าวไทย

ถ้าเป็นบริษัทเอกชน ทำให้เกิดความเสียหายขนาดนี้ จะต้องลาออกหรือไม่ก็ถูกไล่ออก ไม่มีทางจะเอาตัวรอดด้วยการยุบแผนกหรือยุบบริษัทหนีความรับผิดชอบจากการกระทำของตัวเอง

นายกรัฐมนตรี รัฐบาลพรรคเพื่อไทย ที่ชูนโยบายหาเสียงหลักเรื่องจำนำข้าวเอาไว้ จะต้องแสดงความรับผิดชอบโดยทันที ไม่ใช่แค่เปลี่ยนรัฐมนตรีหรือแม้แต่จะยุบสภาหนีความรับผิดชอบ

นอกจากนั้น จะต้องเร่งตรวจสอบปัญหาการทุจริต การรั่วไหล การระบายข้าวที่มีปัญหา ตรวจสอบการกระทำผิดกฎหมาย และเอาผิดกับนักการเมืองระดับนโยบายให้ถึงที่สุด

คนไทยต้องไม่ลืมว่า นโยบายข้าวที่รัฐบาลยิ่งลักษณ์ดำเนินการนั้น ก่อให้เกิดความเสียหายใหญ่หลวง ไม่ใช่แค่เงินที่ขาดทุนหลายแสนล้านบาท หรือเงินที่ใช้ไปมากกว่า ๖oo,ooo ล้านบาทเท่านั้น แต่ยังทำลายระบบการพัฒนาการผลิต การแปรรูป การค้า และการส่งออกของข้าวไทยให้พังทลายไปด้วย มูลค่ามหาศาลยิ่งกว่าจำนวนเงินที่ขาดทุนเสียอีก

ต่อให้เลิกนโยบายไปแล้ว ก็ไม่รู้อีกกี่ปี จึงจะเยียวยากลับคืนมาได้

ประเทศชาติไม่ใช่ของเล่นให้น้องสาวทักษิณ และไม่ใช่บริษัทส่วนตัวของตระกูลชินวัตร!

“ยิ่งลักษณ์” จงออกไปเสียเถอะ!

จากคอลัมน์ "เจิมศักดิ์ ขอคิดด้วยคน"
นสพ.แนวหน้า ๒๔ มิ.ย. ๒๕๕๖

"'จำนำข้าว' เจ๊ง…แต่ไปละเลงว่าเป็นความผิดของคนอื่น"
จิตกร บุษบา

ช่วงเย็นวันที่ ๒o มิถุนายน ๒๕๕๖ นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ หัวหน้าพรรครักประเทศไทย ได้โพสต์ข้อความผ่านทางเฟซบุ๊กส่วนตัว ชื่อ "ชูวิทย์ I′m No.5" วิพากษ์วิจารณ์การดำเนินงานนโยบายประชานิยมของรัฐบาลในเรื่องต่าง ๆ โดยเฉพาะเรื่องการลดราคาจำนำข้าวเหลือตันละ ๑๒,ooo บาท ซึ่งได้รับความสนใจจากคนในโลกออนไลน์จำนวนมาก เพียงแค่ ๒ ชั่วโมง มีคนเข้ามากดไลค์เป็นจำนวนถึง ๘,๔๖๙ คน

เขาตั้งประเด็นว่า "เสียหน้า" ดีกว่า "เสียชาติ" โดยระบุว่า “...แรกเริ่มเดิมที พรรคเพื่อไทยหาเสียง ใช้นโยบาย "การตลาด" เพื่อให้ได้คะแนนมากขึ้น ผลการเลือกตั้ง พรรคเพื่อไทย "ชนะขาด" ได้เป็นรัฐบาล แต่เมื่อนำนโยบายออกมาใช้ ปรากฏว่า ใช้ไม่ได้กับ "โลกของความเป็นจริง"

นโยบาย "การตลาด" ไม่ได้เหมาะสมกับสถานะทาง "เศรษฐกิจ" ส่งผลกระทบใน "แง่ลบ" โดยทั้งสิ้น ไม่ใช่เพียงการ "ขาดทุน" จากภาครัฐเท่านั้น แต่ยังส่งกระทบต่อภาคเอกชนไปด้วย

"นโยบายรับจำนำข้าว ๑๕,ooo บาท" ครม. เพิ่งจะอนุมัติ ลดราคาเหลือ ๑๒,ooo บาท เพราะขาดทุน "มหาศาล" จนทำให้รัฐบาล "เป๋" จะเถียงกัน ๑.๓๕ แสนล้าน หรือ ๒.๖ แสนล้าน ก็เปล่าประโยชน์ เพราะ "ขาดทุน" มันแปลว่า "ขาดทุน"

"ค่าแรง ๓oo บาท" ส่งผลกระทบต่อ "ภาคธุรกิจ" เอกชนย้ายฐานการผลิตไปประเทศอื่น รายใหญ่อย่าง "สหพัฒนพิบูลย์" ยังบอกว่า การเติบโตในปีนี้ต่ำสุดในรอบ ๑o ปีที่ผ่านมา "การแจกแท็บเล็ต" กลายเป็นการแจก "ของเล่น" แทนที่จะพัฒนากระบวนการศึกษา "ปริญญาตรี ๑๕,ooo บาท" กำลังส่งผลกระทบต่อ "ตลาดแรงงานในประเทศ" ต้องหันไปใช้ พม่า เขมร แทน

นักการเมืองไม่ได้ตระหนักถึงความจริงเหล่านี้เลย พวกเขาต้องการเพียงเสียงตอบรับจากนโยบาย "การตลาด" เมื่อเป็นรัฐบาล แต่เวลาผ่านไป ยังไม่ถึง๒ ปี ความจริงเริ่มปรากฏว่า นโยบาย "การตลาด" เป็นเพียงการ “เพ้อฝัน" ที่นักการเมืองวาดขึ้น

เปล่า!! ผมไม่ได้มาติติง หรือโต้แย้ง เพียงเพราะผมเป็น "ฝ่ายค้าน" จะไปค้านทุกอย่าง เมื่อรัฐบาลไม่สามารถนำนโยบายมาใช้ให้เกิดประโยชน์ รัฐบาลควร "ยอมรับความเป็นจริง" และ "แก้ไข" มันยังไม่ได้สายเกินไป "ขอโทษประชาชน" ถึงความผิดพลาดของนโยบาย และมาแก้ไขใหม่

เมื่อรัฐบาลยอม "ถอย" ลดราคา "จำนำข้าว" ลงเหลือ ๑๒,ooo บาท ถือได้ว่ารัฐบาลยอมที่จะ "ปรับเปลี่ยน" นโยบาย ให้เข้ากับสถานการณ์ความเป็นจริง

ประชาชน "ให้อภัย" ได้ มาเริ่มต้นกันใหม่ ไม่มีใครทำถูกทุกอย่าง มีคนบอกอยู่เสมอว่า "Boss Never Wrong” (เจ้านายไม่เคยผิด) แต่ขอโทษที รัฐบาลไม่ใช่ "เจ้านาย" และประชาชนก็ไม่ใช่ "ลูกน้อง" รัฐบาลเป็นเพียง "พ่อครัว" ที่ปรุงอาหารแล้ว "ไม่สุก" รสชาติ "ไม่ได้เรื่อง" เมื่อประชาชนชิม แล้วบอกว่า "ไม่ไหว" พ่อครัวมีหน้าที่ต้องกลับเข้าครัว ไป "ปรุงอาหาร" ใหม่ ไม่ใช่มายืนกรานว่ารสชาติอาหาร "เลอเลิศ" เหมือนอย่างที่โฆษณาไว้

จิตกร บุษบา

"เสียหน้า" ยังดีกว่า "เสียชาติ" ประชาชนตะโกนบอก หรือผม กระซิบบอก "พรรคเพื่อไทย" ว่า "เสียคะแนน" ยังดีกว่า "เสียอำนาจบริหารประเทศ"

นี่คือวิธีเล่นการเมืองแบบ “ชูวิทย์” คือ “ตีกิน” ในสถานการณ์ที่อีกฝ่ายกำลังเพลี่ยงพล้ำ คนอย่างนี้ “ดูดีในทุกสถานการณ์”

ก็ดูสิครับ ใครอ่านสิ่งที่ชูวิทย์เขียนก็ต้องชอบทั้งนั้น แต่ถามว่า ที่ผ่านมา นายชูวิทย์เคยลุกขึ้นแสดงอาการคัดค้านไหม เรื่องแทบเลตพีซี เรื่องจำนำข้าว เรื่องค่าแรง ๓oo บาท เงินเดือน ๑๕,ooo บาท กลับไปขุดเรื่องบ่อนเรื่องซ่องเรื่องด่านชายแดนมาฉายโชว์ เพื่อ “เอาตัวรอด” ว่าฉันทำหน้าที่ฝ่ายค้านเหมือนกันนะ แต่หากจัดลำดับความเสี่ยงของประเทศชาติ ชูวิทย์ไม่แตะนโยบายของรัฐบาลที่นำประเทศไปสู่ความเสี่ยงเลยสักเรื่อง

สำหรับผม ชูวิทย์จึงเป็นพวก “ดักปล้นคะแนนนิยม” ด้วยการทับถมอีกฝ่ายว่า “ดีแต่ค้าน” และแทงกั๊กกับฝ่ายรัฐบาลว่า กลับเนื้อกลับตัวซะ ก็ไปต่อได้ ส่วนตัวเขาเองกลายเป็นฮีโร่อย่างหน้าด้าน ๆ ในสถานการณ์ของนักตีกิน

กลับมาที่นโยบายรับจำนำข้าวของรัฐบาลกันครับ ทันทีที่รัฐบาลประกาศนโยบายนี้ ก็มีเสียงคัดค้านดังอื้ออึงมาจากทุกสารทิศ ทั้ง ป.ป.ช. ทั้งทีดีอาร์ไอ ทั้งนักวิชาการ และพรรคฝ่ายค้าน แต่นอกจากรัฐบาลภายใต้การนำของ “นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” จะไม่ฟังแล้ว ยังจับชาวนาเป็น “ตัวประกัน” เป็น “หนังหน้าไฟ” ด้วยการใช้คำว่า “ขอเถอะค่ะ ขอให้ชาวนาเถอะค่ะ”

วาทกรรมนี้ไม่อาจออกมาจากสมองของหญิงโง่ แต่ต้องเป็นนางรอบจัด!!

จะไม่บอกว่านางรอบจัดได้อย่างไร ก็ในเมื่อสิ่งที่ทุกคนคัดค้านนั้น ไม่ได้ค้านเรื่อง “การต้องช่วยชาวนา” แต่เขาค้านว่า วิธีการที่รัฐบาลนี้เรียกว่า “รับจำนำ” นั้น มันเป็นวิธีการช่วยเหลือที่ผิด คือ

๑.) การตั้งราคารับจำนำสูงกว่าราคาตลาด เป็นการปลิ้นปล้อน ว่ารัฐบาลมิได้รับซื้อ ในความจริงคือซื้อ และซื้อแพงกว่าตลาดด้วย

๒.) ผลก็คือ รัฐบาลต้องทุ่มเงินลงไปตัดราคาในท้องตลาดทำให้ตลาดปั่นป่วน ไม่มีคนขายข้าวให้แก่ท้องตลาดตามราคาตลาด เพราะราคาของรัฐบาลสูงกว่าตลาด จึงเกิดทั้งข้าวไทยแท้และข้าวสวมสิทธิ เข้าสู่การซื้อขายกับรัฐบาล

๓.) ตลาดซื้อขายข้าวพินาศ พ่อค้าข้าวทั่วไปไม่มีข้าวส่งให้ลูกค้า เพราะไม่มีกำลังที่จะซื้อข้าวแพงๆ แข่งกับราคาของรัฐบาล แล้วส่งไปขายในราคาที่ขาดทุนตามราคาจริงๆ ของท้องตลาด

๔.) แต่รัฐไม่สะดุ้งสะเทือน เพราะรัฐใช้เงินจากภาษีของประชาชนและเงินกู้ไปซื้อ ไม่ได้ใช้เงินของนายเลิศ ชินวัตร หรือเงินที่โคตรญาติของตระกูลชินวัตรสะสมไว้ไปซื้อ ลองคิดดูสิ ถ้าต้องใช้เงินของโคตรพ่อโคตรแม่ตระกูลชินวัตรไปซื้อ นางสาวยิ่งลักษณ์และพวก จะยอมซื้อในราคาตันละ ๑๕,ooo บาท หรือไม่

๕.) รัฐจึงเป็นพ่อค้าหน้าใหญ่ และแม่ค้าหน้าด้าน ที่ไม่ยอมรับความจริงว่า กำลังทุ่มเงินทำซื้อข้าวตัดหน้าราคาตลาด ทำให้ตลาดย่อยยับป่นปี้ ขณะที่ตัวเองได้ข้าวมาเข้าสต๊อกไว้เป็นจำนวนมหาศาล แต่ไม่มีปัญญาระบายข้าวออกไปขายให้เกิดกำรี้กำไร หรือแม้แต่ได้ทุนคืนมา

๖.) การตั้งราคารับจำนำแพงกว่าตลาด ย่อมไม่มีชาวนาที่ไหนมาไถ่ข้าวออกไป มีแต่จะเร่งการผลิตให้ถี่ขึ้น เพื่อนำข้าวมาขายให้แก่รัฐบาล

๗.) จำนวนข้าวที่หลากไหลเข้าสู่โครงการ รวมทั้งข้าวสวมสิทธิ จึงมีมากมายมหาศาล เป็นภาระให้รัฐบาลต้องสูญเงินไปกับการเช้าโกดังและการบริหารจัดการ ซึ่งชาวนาไม่มีส่วนได้รับเงินที่ต้องผลาญไปกับกระบวนการนี้เลยสักสลึงเดียว

๘.) ถึงปัจจุบันโครงการรับจำนำข้าวที่เริ่มดำเนินการมาตั้งแต่เดือน ต.ค. ๕๔ ถึงเดือน มิ.ย. ๕๖ ตลอดเวลา ๑ ปี ๘ เดือน การดำเนินงานแทบเรียกได้ว่า เป็นโครงการในแดนสนธยา คืออยู่ในความเงียบ ในความลับ ไม่เคยเปิดเผยตัวเลขการทำงานออกมาให้ชัดเจนเลย ไม่ว่าจะเป็นปริมาณสต๊อกข้าว ผลการขายข้าว การใช้งบประมาณ การคืนเงิน ทุกอย่างเป็นความลับสุดยอด จนอดสงสัยไม่ได้ว่า ในความลับนั้น มีอะไรซ่อนเร้นอยู่หรือไม่

๙.) เริ่มมีสัญญาณในทางลบอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ยอดตัวเลขการส่งออกข้าวที่ส่งออกลดลงจากเกือบ ๑๑ ล้านตัน ในปี ๒๕๕๔ มาเหลือส่งออกเพียง ๖.๙๔ ล้านตัน ในปี ๒๕๕๕ แถมเสียแชมป์ประเทศส่งออกข้าวสูงสุดในโลกให้อินเดีย อีกทั้งไทยยังต้องเดินตามหลังเวียดนามอีกด้วย จากการบิดเบือนกลไกตลาด รับจำนำราคาสูงลิ่ว จนทำให้ราคาข้าวไทยสูงกว่าคู่แข่งเกินตันละ ๑oo ดอลลาร์สหรัฐ ส่งผลให้ผู้นำเข้าหันไปซื้อข้าวจากอินเดีย และเวียดนามแทน

๑o.) ใช้งบประมาณบานปลาย โดยการผลิตปี ๕๔/๕๕ และปี ๕๕/๕๖ เพียงแค่ ๒ ปี รัฐใช้วงเงินสูงกว่า ๖oo,ooo ล้านบาท และสูงกว่ากรอบวงเงินที่รัฐบาลกำหนดไว้ ๕oo,ooo ล้านบาท โดย ธ.ก.ส.ได้ใช้เงินสภาพคล่องไปรับจำนำข้าวแล้ว ๙o,ooo ล้านบาท และยังนำเงินสำรองจ่ายเพิ่มอีก ๑๑o,ooo ล้านบาท เนื่องจากกระทรวงพาณิชย์ระบายข้าวไม่ทัน ส่งผลให้มีวงเงินรวมที่เป็นเงินของธนาคารใช้ทั้งสิ้น ๒๑o,ooo ล้านบาท แม้ว่าปัจจุบันกระทรวงพาณิชย์คืนเงินให้ธ.ก.ส.ไปแล้ว ๑๒o,ooo ล้านบาท แต่เงินก้อนนี้ยังต้องนำมาใช้หมุนเวียนในโครงการจำนำข้าวรอบใหม่ ทั้งนาปีและนาปรัง ถือว่าไม่เพียงพอที่จะนำมาคืนให้ธนาคารจากเงินสภาพคล่องและเงินสำรองจ่ายได้

๑๑.) ขณะเดียวกันรัฐบาลยังต้องเผชิญกับการเก็บสต๊อกข้าวที่อยู่ในมือมหาศาล โดยองค์การคลังสินค้า ระบุว่า เมื่อ ๖ มิ.ย.ที่ผ่านมา ปริมาณสต๊อกข้าวสารในโกดัง ในส่วนของ อคส.ที่รับจำนำช่วง ๒ ปีล่าสุด มีสูงถึง ๑๗-๑๘ ล้านตันข้าวสาร ในจำนวนนี้มีภาระผูกพันที่ต้องขายให้แก่กรมราชทัณฑ์ และนำมาผลิตเป็นข้าวถุงออกขาย ๒ ล้านตัน ทำให้เหลือสต๊อก ๑๕ ล้านตัน ซึ่งถือว่ามากที่สุดในประวัติการณ์

๑๒.) ที่สำคัญการเก็บรักษาข้าว ต้องมีค่าใช้จ่ายเพิ่มอีกต่างหาก โดยแต่ละเดือน อคส.ต้อ

 
ความคิดเห็น
Thapakorn Suntiwongsathit
เขียนความคิดเห็น
 
 
 
 
 
 
รูปภาพของ KhunSomchay Tang

 

เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความคิดเห็น