การเมืองหาดใหญ่-ทีมหาดใหญ่ของเรา

เลือกForums

49 posts / 0 new
กระทู้ล่าสุด
admin
Offline
Joined: 09/04/2011 - 16:45
การเมืองหาดใหญ่-ทีมหาดใหญ่ของเรา

ระยะนี้ออกไปข้างนอกมีคนชอบมาถามว่า ใบแดงที่ กกต สงขลาให้ 5 ต่อ 0 ที่ให้นักการเมืองหาดใหญ่ไปถึงใหน

คนเค้าถามเรื่องใบแดงทำใมถึงล่าช้าจังและข่าวว่าพลิกมติของ กกต สงขลาจริงหรือเปล่า

ข่าวยืนยัน นายไพร รอดแน่นอน ล้านเปอร์เซ็นต์  สามารถเคลียเรียบร้อยแล้ว

ผมก็ตอบให้ผู้ที่พูดและถาม

ว่าให้ไปถาม เรื่องนี้จาก กกต กลางเอง ว่าตกลงเป็นอย่างใดพลิกจริงหรือด้วยเหตผลใด

ส่วนเรื่องอื่นให้ไปถาม ดีเอสไอ และ ปปช ดู

ผมไม่สามารถตอบเรื่องนี้ได้และผมก็ไม่รู้จริง ๆ

ผมเองก็อยากรู้เรื่องนี้กับเค้าเหมือนกัน จึงได้มาถามในนี้ ใครที่รู้จริงช่วยตอบหน่อย 

อาคารสำนักงานเทศบาลหาดใหญ่เมื่อ 50  กว่าปี  ที่แล้ว                                   

 

admin
Offline
Joined: 09/04/2011 - 16:45
วันนี้ ที่ 2 พฤษภา

วันนี้ ที่ 2 พฤษภา 2556หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ได้ลงข่าว อดิตผู้สมัคร ส ท ทีมหาดใหญ่ของเรา

ได้ยื่นหนังสือเพื่อทวงถามถึงความคืบหน้าคดีของนาย ไพร พัฒโน นายกเทศมนตรีนครหาดใหญ่

ที่ทำผิด กฏหมายเลือกตั้ง ที่ กกต ประจำจังหวัดสงขลา มีมตื ให้นาย ไพร พัฒโน ใบแดง 5  ต่อ 0

โดยยื่นหนังสือถึงประธานคณะกรรมการ การเลือกตั้งผ่านคณะกรรมการ เลือกตั้งจังหวัดสงขลา

 

admin
Offline
Joined: 09/04/2011 - 16:45
หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ-ฉบับวันที่ 2 พฤษพาคม 2556

admin
Offline
Joined: 09/04/2011 - 16:45
เมื่อวันที่ 30 เม.ย.56

เมื่อวันที่ 30 เม.ย.56 เวลาประมาณ 13.30 น. ที่ สนง.คณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดสงขลา อ.เมืองสงขลา นายวรทัศน์ ยอสินธ์ นายนิรุตต์ ใหม่อ่อน และ นายวรวิชช มันทรานนท์ อดีตผู้สมัคร สมาชิกสภาเทศบาลนครหาดใหญ่ ทีมหาดใหญ่ของเรา ได้เข้ายื่นหนังสือถึง ประธานคณะกรรมการการเลือกตั้งผ่านทางคณะกรรมการเลือกตั้งประจำจังหวัดสงขลา เรื่อง ขอให้ กกต.ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความถูกต้องเป็นธรรม โดยมี นายโชคชัย ผลวัฒนะ ผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำจังหวัดสงขลา เป็นผู้รับมอบ

โดยรายละเอียดในหนังสือมีว่า ตามที่พวกตนเองทั้ง 3 คน เป็นผู้ได้ยื่นคำร้องคัดค้านการเลือกตั้งนายกเทศมนตรีฯและสมาชิกสภาเทศบาล นครหาดใหญ่ซึ่งจัดให้มีขึ้นเมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม 2555 ตามหนังสือลงวันที่ 27 กรกฎาคม 2555 และฉบับลงวันที่ 19 สิงหาคม 2555 กรณีที่ผู้สมัครนายกเทศมนตรีและผู้สมัครสมาชิกสภาเทศบาลนครหาดใหญ่ ทีมพรรคประชาธิปัตย์ ได้กระทำผิดกฎหมายเลือกตั้ง เจตนาฝ่าฝืนข้อห้ามตามมาตรา 57(1)และ(4)ตาม พ.ร.บ.การเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่นพ.ศ.2545 แก้ไขเพิ่มเติม(ฉบับที่ 2)พ.ศ.2546

และเจตนาฝ่าฝืนประกาศคณะกรรมการเลือกตั้งเรื่องวิธีการหรือลักษณะต้องห้ามใน การหาเสียงเลือกตั้งของผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหาร ท้องถิ่นหรือผู้ใด พ.ศ.2546 แก้ไขเพิ่มเติมถึง(ฉบับที่ 2)พ.ศ.2546 ข้อ 3(1)และ(4)และเป็นกรณีการกระทำในระหว่างเวลาภายใน 60 วันก่อนวันครบวาระการดำรงตำแหน่งจนถึงวันเลือกตั้ง ตาม พ.ร.บ.การเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2545 แก้ไขเพิ่มเติม(ฉบับที่2)พ.ศ.2546 ม.57 วรรค 2 ซึ่งขณะนี้ได้ผ่านขั้นตอนการพิจารณาไต่สวนของคณะกรรมการเลือกตั้งประจำ จังหวัดสงขลาแล้วและอยู่ในระหว่างการพิจารณาของคณะอนุกรรมการฯ กกต.กลางซึ่งรายละเอียดท่านได้ทราบอยู่แล้วนั้น

ผู้ร้องเห็นว่าการดำเนินการไต่สวนของคณะกรรมการเลือกตั้งค่อนข้างจะล่าช้า ผู้ร้องเกรงว่าอาจจะไม่ได้รับความเป็นธรรม ประกอบกับขณะนี้ปรากฏได้มีกระแสข่าวลือแพร่สะพัดทั่วเทศบาลนครหาดใหญ่ ว่าได้มีความพยายามวิ่งเต้นเหลือผู้ถูกร้องพ้นจากการกระทำความผิด

ผู้ร้องขอเรียนว่าการร้องคัดค้านของผู้ร้องมีพยานหลักฐานปรากฏทั้งข้อเท็จ จริงการกระทำความผิดและข้อกฎหมายชัดเจน ทั้งพยานบุคคล พยานเอกสาร และพยานวัตถุทั้งเป็นคลิปวิดีโอปรากฏทั้งภาพและเสียงและภาพถ่ายด้วยซึ่งผู้ ร้องคันค้านได้นำเสนอ กกต.ไปแล้วซึ่งพยานหลักฐานดังกล่าวทางผู้ร้องก็ได้มอบให้กับสื่อมวลชนไว้ เป็นข้อมูลในการนำเสนอข่าวด้วยรวมทั้งจะนำพยานหลักฐานการกระทำความผิดของผู้ ถูกร้องทั้งหมดนำเสนอเผยแพร่ทางสื่อโซเชี่ยนมีเดียเพื่อให้สังคมได้รับรู้ใน โอกาสต่อไปด้วย

พวกข้าพเจ้าในฐานะผู้ร้องคัดค้านขอเรียนว่า หากกระแสข่าวเรื่องนี้เป็นความจริง จะเป็นการบั่นทอนความรู้สึกที่ดีที่มีต่อคณะกรรมการการเลือกตั้งและเป็นการ ทำร้ายจิตใจชาวเทศบาลนครหาดใหญ่เป็นอย่างมากที่กำลังเฝ้าจับตาดูความเคลื่อน ไหวเรื่องนี้ทุกระยะและยังเป็นการทำลายหลักนิติรัฐ หลักนิติธรรมที่นานาอารยะประเทศที่เจริญแล้วได้ยึดถือ ดังนั้นหวังเป็นอย่างยิ่งว่า คณะกรรมการการเลือกตั้งหรือ กกต.ในฐานะเป็นองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ มีหน้าที่จัดให้มีการเลือกตั้ง เป็นผู้บังคับใช้กฎหมาย เลือกตั้งให้เป็นไปด้วยความบริสุทธิ์ ยุติธรรม ปราศจากการกระทำใดๆที่เจตนาฝ่าฝืนกฎหมายเลือกตั้ง จะได้พิจารณา ไต่สวนคำร้องคัดค้านของพวกข้าพเจ้าด้วยความโปร่งใส เป็นธรรมเพื่อให้ได้ความจริงปรากฏ เป็นการรักษาไว้ซึ่งความศักดิ์สิทธิ์ของกฎหมายบ้านเมือง ส่งเสริมการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขต่อไป โดย นายโชคชัย ผลวัฒนะ หลังจากรับเรื่องแล้วก็ได้กล่าวว่า จะได้นำเรื่องดังกล่าวเข้าที่ประชุมคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัด สงขลา ในช่วงบ่ายของวันเดียวกัน

สำหรับกรณีการร้องคัดค้านดังกล่าว ได้มีข่าวลือออกมาสะพัดตั้งแต่ได้มีการ ยื่นเรื่องร้องเรียนต่อ กกต.ประจำจังหวัดสงขลาครั้งแรกแล้ว ว่ามีการวิ่งเต้นขอให้มีการดึงเรื่องการพิจารณาให้นานที่สุดก่อนที่จะมีการ ลงมติ ซึ่งหลังจากที่ศาลจังหวัดสงขลาได้มีการประทับรับฟ้องในคดีกระทำผิดกฎหมาย เลือกตั้งฯ แล้ว ก็ได้มีมติของ กกต.ประจำจังหวัดสงขลา 5 ต่อ 0 เสนอให้ใบแดงต่อ นายไพร พัฒโน และได้มีการส่งเรื่องต่อให้กับ กกต.กลาง เพื่อพิจารณา ซึ่งทาง กกต.กลางได้ตั้งอนุกรรมการ ขึ้นมาเพื่อพิจารณาเรื่องนี้ชุดหนึ่ง.

ขออนุญาตินำข้อมูลและข้อความนี้จากเว็บกิมหยงมาลง  และขอขอบคุณทางเว็บกิมหยงครับ

( สามารถเข้าไปดูรายละเอียดได้ในเว็บกิมหยงครับ และหนังสือพิมพ์ท้องถิ่น ไทยแหลมทอง ฉบับวันที่ 2 พฤษภาคม2556 )

มาตรา 57 เมื่อมีการประกาศให้มีการเลือกตั้ง ในกรณีอื่นนอกจากถึงคราวออกตามวาระการดำรงตำแหน่ง ของสมาชิกสภาท้องถิ่น หรือผู้บริหารท้องถิ่น ห้ามมิให้ผู้สมัครหรือ ผู้ใดกระทำการ เพื่อจูงใจผู้มีสิทธิเลือกตั้งให้ลงคะแนนเลือกตั้งให้แก่ตนเอง หรือผู้สมัครอื่น หรือให้งดเว้นการลงคะแนนเลือกตั้ง ให้แก่ผู้สมัครใดด้วยวิธีการดังนี้

(๑) จัดทำ ให้ เสนอให้ สัญญาว่าจะให้ หรือจัดเตรียมเพื่อจะให้ทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใดอันอาจคำนวณเป็นเงินได้แก่ผู้ใด
(๒) ให้ เสนอให้ หรือสัญญาว่าจะให้เงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใดไม่ว่าโดยทางตรง หรือทางอ้อมแก่ชุมชน สมาคม มูลนิธิ วัด สถาบันการศึกษา สถานสงเคราะห์ หรือสถาบันอื่นใดที่คณะกรรมการการเลือกตั้งประกาศกำหนดในราชกิจจานุเบกษา
(๓) ทำการโฆษณาหาเสียงเลือกตั้งด้วยการจัดให้มีมหรสพหรือการรื่นเริงต่าง ๆ
(๔) เลี้ยงหรือรับจะจัดเลี้ยงผู้ใด
(๕) หลอกลวง บังคับ ขู่เข็ญ ใช้อิทธิพลคุกคาม ใส่ร้าย หรือจูงใจให้เข้าใจผิดในเรื่องใดอันเกี่ยวกับผู้สมัครใด

             กรณีตามวรรคหนึ่ง หากเป็นการเลือกตั้งอันเนื่องมาจากการครบวาระ การดำรงตำแหน่งของสมาชิกสภาท้องถิ่น หรือผู้บริหารท้องถิ่นห้ามมิให้กระทำภายในหกสิบวันก่อน วันครบวาระการดำรงตำแหน่งจนถึงวันเลือกตั้ง
             การประกาศนโยบาย หรือการดำเนินการตามแนวทาง ในการแก้ไขปัญหาตามอำนาจหน้าที่ของท้องถิ่น ด้วยวิธีการใช้จ่าย จากเงินงบประมาณ ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น มิให้ถือว่าเป็นกรณีตาม (๑) หรือ (๒)
             เพื่อให้การหาเสียงเลือกตั้งเป็นไปด้วยความเรียบร้อย ให้คณะกรรมการการเลือกตั้งประกาศ เพื่อแนะนำวิธีการหรือลักษณะ ต้องห้ามในการหาเสียงเลือกตั้งของผู้สมัครในราชกิจจานุเบกษา

 

 

admin
Offline
Joined: 09/04/2011 - 16:45
ข่าววงในคนใกล้ชิดนายไพร

ข่าววงในคนใกล้ชิดนายไพร นายกเทศมนตรีเทศบาลนครหาดใหญ่

พูดว่า งานจัดเลี้ยงที่หาดแก้ว ที่ถูกฟ้องร้องผิดกฎหมายการเลือกตั้งนั้น

ยอมรับจัดงานเลี้ยงจริง เป็นความผิดพลาดที่ไปนับวันผิด

คลาดเคลื่อนผิดพลาดไปหลายวัน ทำให้เป็นช่องทางในการฟ้องร้องได้

เมื่อกระทำความผิดก็ต้องรับโทษ การได้รับใบแดงก็สมควรแล้ว

หากมีการผ่าฝืนแอบอ้างได้ วิ่งเต้นได้ ต่อไปคนก็จะไม่กลัว แล้วจะทำผิดกฏหมายบ่อย ๆได้อีก

admin
Offline
Joined: 09/04/2011 - 16:45
ประชุมพบปะสังสรรของทีมหาดใหญ่ของเรา

admin
Offline
Joined: 09/04/2011 - 16:45
ประชุมพบปะของอดิตผู้สมัครนายกและสมาชิกสภาเทศบาลทีมหาดใหญ่ของเรา

admin
Offline
Joined: 09/04/2011 - 16:45
ที่ ร้านของอดิตผู้สมัคร ส ท ทีมหาดใหญ่ของเรา

admin
Offline
Joined: 09/04/2011 - 16:45
ข่าวกระแส นายกเมืองหาดใหญ่

มีกระแสข่าวยืนยันจากหลายสายว่า  การเลือกตั้งนายกเทศมนตรีและสมาชิกสภา

ที่ผ่านมา ที่ กกต จังหวัดสงขลาให้ ใบแดงนายไพรพร้อม สมาชิกเทศบาล 5 ต่อ 0

นั้น  ข่าวล่าสุดยืนยันมาว่า ทาง กกต กลาง จะพลิกมติของ กกต จังหวัดสงขลา

จากใบแดง 5 ต่อ 0  มาเป็นใบเหลือง   ถึงแม้จะให้ใบเหลืองทั้งทีมก็ไม่สมควร

ควรให้ใบแดงทั้งทีม เพราะความผิดชัดเจน ทั้ง ๆที่มีหลักฐานเป็น วีดีโอ ทั้งภาพและเสียง

 กกต จังหวัดสงขลา มีมติให้ ใบแดง ทั้งทีมกับผู้กระทำความผิด 5 ต่อ 0,นั้นแหละถูกต้อง

 ถ้า กกต กลาง ให้ใบเหลืองจริงตามที่เป็นข่าว ต่อไปคนไทย ก็อย่าหวังพึ่งอะไรจากหน่วยงานที่ตั้งขึ้นมาอีก

เสียเวลา เปล่า ๆ 

 

 

admin
Offline
Joined: 09/04/2011 - 16:45
รู้ ๆอยู่

การเลือกตั้ง นายกเทศมนตรีและสมาชิกสภาเทศบาลนครหาดใหญ่ที่ผ่านมา

โดยทีมของนาย ไพร ในนามทีมพรรคประชาธิปัตย์

ได้ทำความผิดในการเลือกตั้ง ด้วยการจัดเลี้ยง และการเสนอให้เงิน โดยมีหลักฐาน วีดีโอ

และได้มีการฟ้องร้อง จากทีมหาดใหญ่ของเรา ร้องเรียนความผิดในการเลือกตั้ง

ของทีมนาย ไพร ต่อ กกต จังหวัด สงขลา ซึ่งมีหลักฐานในการจัดเลี้ยงเป็น วีดีโอ

ที่มีทั้งภาพและเสียง รวมทั้งใน วีดีโอ เป็นภาพ นาย ไพร เป็นประธานพูดที่หน้า เวที

 พร้อมกันนั้นยังมีสมาชิก  ออกไปพูดหาเสียงอีกด้วย

ด้วยหลักฐานนี้ ทาง กกต จังหวัดสงขลา จึงมี มติ ความผิดในการเลือกตั้ง

ของ นาย ไพร และสมาชิกทั้งทีมของนาย ไพร

โดยให้ใบแดง นาย ไพร และสมาชิกทั้งทีมรวม  25คน

ด้วยเสียงมติเอกฉันท์  ใบแดง 5 ต่อ 0 

ขณะนี้ เรื่องได้ ขึ้นไปถึง กกต กลาง  ระยะเวลาก็ผ่านมาหลายเดือนแล้ว

คืดว่าไม่นาน ในเวลาอันใกล้นี้  กกต กลางคง มี มติ ออกมา

แต่ กระแสข่าว ในช่วงนี้ที่ออกมา ในทางที่ไม่ดีของ กกต กลาง และว่ามีการเปลี่ยน มติของ

กกต จังหวัดสงขลา เปลี่ยนจากใบแดง มาเป็นใบเหลือง  ด้วยเหตผลอะไร  (  ง .. ง  ..)

หากข่าวนี้เป็นความจริง ชาวบ้านก็บอกว่า เปลี่ยนจากใบแดงเป็นใบเหลืองเพราะอะไร

อยากรู้เหตผล

 

admin
Offline
Joined: 09/04/2011 - 16:45
หลังจาก กกต กลาง

หลังจาก กกต กลาง ยกร่างมติ เพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง ของนาย ไพรและส.ท.นครหาดใหญ่ทั้ง 24 คน

พร้อมหลักฐานความผิดในการเลือกตั้ง ของนายไพรและ ส.ท.นครหาดใหญ่ ต่อ ศาลอุทธรณ์ ภาค 9 

และคิดว่าคงใช้เวลาไม่นานนัก  ศาลอุทธรณ์ ภาค 9  จะมีคำพิพากษา

นายไพรและ ส.ท นครหาดใหญ่ทั้ง 24 คน ทีมพรรค ประชาธิปัตย์

ตาม มติของ กกต กลางที่ให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง 3 ต่อ 2

และ กกต จังหวัด สงขลา ที่ให้ใบแดง 5 ต่อ 0  และมีคำสั่งให้มีการเลือกตั้งใหม่ ในเร็ว ๆนี้

ประชาชนที่มีสิทธิในการเลือกตั้ง ต้องออกไปใช้สิทธิทุกท่าน อย่านอนหลับทับสิทธิ

อย่าลืมต้องออกไปใช้สิทธิกันมาก ๆ  เพื่ิอเลือกคนดี เลือกคนใหม่

ให้การเมืองมีการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดี 

อย่าให้การเมืองซ้ำแบบเดิม ๆ

 

 

admin
Offline
Joined: 09/04/2011 - 16:45
มีคนถามว่า หลังจาก กกต กลาง

มีคนถามว่า หลังจาก กกต กลาง มีมติเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งนายไำพร และสท นครหาดใหญ่ 24 คน

ขั้นตอนต่อไปเป็นอย่างไร ไปถึงใหนแล้ว ก็ขอบอกเท่าที่รู้มาว่า

หลังจาก กกต กลางมีมติ เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งนายไพรและ สท นครหาดใหญ่ 24 คน แล้ว

กกต ก็จะมีเวลา ไม่เกิน 30 วัน ในการรวบรวมเอกสาร และหลักฐาน

ส่งไปให้ ศาลอุทธรณ์ ภาค 9  เมื่อ ศาลอุทธรณ์ ภาค 9 รับประทับฟ้อง

นายไพรและ สท นครหาดใหญ่ ทั้ง 24 คน ต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่

และทางศาลก็จะ ประกาศให้มีการเลือกตั้งใหม่

ส่วนถ้า ทางศาลไม่รับประทับฟ้อง ก็จะเหมือนยกคำร้องคือยกฟ้อง

นายไพรและ สท ทั้งหมดก็จะพ้นผิด

ใบแดงของนายไพร และ สท ทั้ง 24 คนในครั้งนี้ ยากที่จะพ้นผิด

เพราะพยานหลักฐาน เป็น พยานวัสถุ ที่กระทำความผิดชัดเจน

รวมทั้ง กกต ทั้ง 2 แห่ง ให้นายไพรและ สท นครหาดใหญ่ ทั้ง 24 คนใบแดง

ศาลย่อมมีความเทื่ยงธรรม  รักษากฏหมายและตัดสินในความถูกต้อง

คงไม่มีการวิ่งเต้น ล้มใบแดง  ตามข่าวลือที่มีออกมาทุกวัน ว่าหลุดแน่

เพียงแต่ขอให้ ทุกคนรอคอยฟังข่าวเท่านั้น  คงไม่นานนัก

admin
Offline
Joined: 09/04/2011 - 16:45
มีคนถาม กกต

มีคนถาม กกต กลางมีมติเท่าไหร่ที่ เพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง นายไพรและสท นครหาดใหญ่

ถ้าตอบอย่างไม่เข้าข้างใคร และด้วยความถูกต้อง ก็ต้องตอบว่า

กกต กลางมีมติ  3 ต่อ 1 เสียง และอีกหนึ่งเสียงไม่ลง มติ

คือ นางสดศรี ให้ไปสอบเพิ่มเติมใหม่  นั่นก็หมายความว่า

นางสดศรี  ยังไม่ระบุว่า นายไพร ถูก หรือ ผิด

เมื่อไม่บอกว่า ถูกหรือผิด ก็แปลว่า ไม่ออกเสียง หรือไม่ลงมติ

ดังนั้น มติของ กกต กลาง มีมติ เพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง นายไพรและ สท นครหาดใหญ่

3  ต่อ 1  เสียงและไม่ลงมติ 1 เสียง

 

admin
Offline
Joined: 09/04/2011 - 16:45
ภายในอาทิตย์นี้

ภายในอาทิตย์นี้ ไม่น่าเกินวันเสาร์ กกต กลาง คงยกร่าง

เพิกถอนสิทธิ์เลือกตั้ง นายไพร พร้อม สท นครหาดใหญ่ทั้ง 24 คน

ต่อศาลอุทธรณ์ ภาค 9 และเมื่อศาล รับประทับฟ้อง

นายไพรและ ส ท นครหาดใหญ่ ทั้ง 24 คน ต้องหยุดทำการ

ต่อไปก็ คอย คำประกาศ ให้มีการเลือกตั้งใหม่

เมื่อมีการเลือกตั้งใหม่ ชาวหวดใหญ่ทุกท่านโปรดออกไปใช้สิทธิ์

เลือกตั้งทุกคน เพื่อให้ได้คนดีและตั้งใจทำงานเพื่อชาวหาดใหญ่ของเรา

อย่าลืมต้องออกไปใช้สิทธิ์ ในการเลือกตั้ง เลือกคนใหม่ คนดี

อย่าให้มีคนที่สร้างอิทธิพล และหาผลประโยชน์ให้ตัวเองเข้ามาบริหาร

เราชาวหาดใหญ่ทุกคน โปรดเลือกคนใหม่ เข้ามาบริหารเพื่อให้มีการเปลี่ยนแปลง

และเพื่อต้อนรับ ประชาคม อาเชี่ยน

admin
Offline
Joined: 09/04/2011 - 16:45
เมื่อไหร่ถึงจะรู้

ชาวบ้านหลายคนถามว่า  ใหนเคยบอกว่า หลังจาก กกต กลางออกมาประกาศ

สั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งนายไพร และ ส ท นครหาดใหญ่ทั้ง 24 คน

จะใช้เวลาไม่เกิน 1 เดือน ยกร่างยื่นต่อศาลอุทธรณ์ภาค 9 แต่นี่ เดือนกว่ามาแล้ว ยังเงียบอยู่

ตกลงจะเมื่อไหร่ และศาลจะรับประทับฟ้องหรือไม่

ก็ตอบไปเท่าที่รู้ว่า ตามหลักเวลาจริง ๆ ก็คงไม่เกิน 1 เดือน

แต่นี่เกิน 1 เดือนแล้วยังเงียบสนิท  ก็ขอบอกไม่รู้จริง ๆ

ส่วนบางคนพูดว่า  มวยคงล้มแน่ เพราะนายไพร เที่ยวไปยืนยันบอกไปทั่วว่ารอดแน่ 100 %

ก็ขอตอบอีกว่าไม่ทราบครับผม แต่ถ้าว่าตามหลักฐานแล้ว  รอดยาก

เพราะ พยานหลักฐานเป็น  พยานวัตถุ ทีเป็นทั้งภาพและเสียง

ไม่ว่าเวลาจะผ่านไป  นานเท่าไหร่ จะกี่สิบ กี่ร้อยปี

หลักฐานที่บอกถึงความผิดในการเลือกตั้ง ของนายไพร ก็ยังยืนยันเหมือนเดิม

ไม่สามารถเปลี่ยนได้ จึงคิดว่า ผู้ที่รับผิดชอบเรื่องนี้คงไม่ทำอะไรที่ไม่ถูกต้อง

ส่วนนายไพร ก็คงพูดปลอบใจตัวเองมากกว่า ขอให้ใจเย็น ๆ คอยฟังข่าวนะครับ

admin
Offline
Joined: 09/04/2011 - 16:45
ภายใน 10 ถึง 15 วัน

ในระยะเวลาภายใน 10 - 15  วัน   กกต จะยกร่างมติสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งนายไพรและ

สท เทศบาลนครหาดใหญ่ ทั้ง 24 คน ต่อศาลอุทธรณ์  ภาค 9

หลังจากนั้น ศาลอุทธรณ์ ภาค 9 ก็จะมีคำสั่งออกมา

เราชาวหาดใหญ่ และ ผู้ที่จะสมัคร สท ในเขตเทศบาลนครหาดใหญ่

เราทุกคนเตรียมตัวและคอยฟังข่าวจากศาลอุทธรณ์ ภาค 9 นะครับ

 

admin
Offline
Joined: 09/04/2011 - 16:45
อีกแล้ว

อีกแล้ว วันนี้ออกไปข้างนอกมีคนเข้ามาถามอีกว่า

เค้าได้ข่าวมาว่า ศาลอุทธรณ์ ภาค 9 ได้รับประทับฟ้อง เรื่อง

นายไพร และ สท นครหาดใหญ่ทั้ง 24 คน ในข้อหา

จัดเลี้ยงและซื้อเสียง   ที่ กกต จังหวัดสงขลาให้ใบแดง 5 ต่อ 0

และ กกต กลาง เพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง นายไพร และ สท นครหาดมหญ่ ทั้ง 24 คน

และให้หยุดปฏิบัตหน้าที่ โดยส่งหมายไปให้นายไพร และ สท นครหาดใหญ่ 24 คน

ที่ เทศบาลนครหาดใหญ่ เมื่อ วันที่ 14 สค นี้ ใช่หรือเปล่า และรู้เรื่องนี้หรือไม่

ก็เลยบอกไปว่า ยังไม่ทราบ แต่เคยสอบถามไปทาง กกต กลาง ว่า จะยกร่างมติ เพิกถอน

สิทธิเลือกตั้ง ต่อศาลอุทธรณ์ ภาค 9 เมื่อไหร่  ทาง กกต กลาง บอกว่า ภายใน 10-15 วัน

ถ้าหากมานับเวลาดูหลังจากได้สอบถาม กกต กลาง แล้ว

ก็จะได้ระยะเวลา ประมาณ ใกล้งเคียงนี้ ก็ ประมาณ กลางเดือน สิงหาคม นี้

ถ้าให้ตอบว่า ใช่ป่าว ก็จะบอกว่าใกล้เคียงในระยะเวลา น่าจะใช่

ว่า ศาลอุทธรณ์ คงรับประทับฟ้อง นายไพร และ สท นครหาดใหญ่ทั้ง 24 คน

ส่วนจะแน่นอนชัดเจนแค่ใหน ขอ ออกไป สอบถามและตรวจสอบให้มั่นใจอีกครั้ง

แล้วจะมา แถลงให้ทราบ ส่วนใครรู้ข้อเท็จจริง หรือมีข้อมูลที่ถูกต้องแน่นอน

ก็ขอให้มา แชร์ และชี้แนะด้วย ทางเว็บนี้ยินดีต้อนรับ เรื่องจริงและความถูกต้อง

และขอขอบคุณ หากได้มาให้คำแนะนำ และข้อมูลครับ 

                             

 

admin
Offline
Joined: 09/04/2011 - 16:45
จั่วหัวข้อว่าการเมืองต้องพูดบ้าง

การเมืองระดับชาติ

การประชุมสภาและอภิปราย ของ ส ส หรือสมาชิกสภาผู้แทนในวันนี้

ผู้เขียนไม่ได้เปิดฟังมานานพอสมควร แต่วันนี้ตั้งใจจะมาฟังแล้วดูหน่อย

แต่ก็ต้องผิดหวังกับการกระทำที่ไม่สมกับเป็นผู้แทนหลายคน

จึงทำให้ถึงบางอ้อ ว่าหลายปีมานี้ทำใมประเทศชาติ ถึงไม่ไปใหน

กลับรู้สึกถอยหลัง ย่ำแย่กว่าเดิมมาก หากหลายปีมานี้ไม่มีพวกนักการเมืองเหล่านี้

ประเทศชาติคงเจริญและก้าวไปข้างหน้ามากกว่านี้มาก เห็นแล้ว สมเพชเวทนา

เพราะขนาดระดับชาติแล้วยังอภิปรายเล่นการเมืองอย่างไม่น่าทำกันหลายคน ไม่สมกับเป็น

นักการเมืองระดับชาติ ไม่น่ามาเป็นนักการเมือง  น่าจะไปขอร่วมกับ สภาโจ๊ก อยู่ในสภาโจ๊กมากกว่า

เล่นกันสนุก ๆจบแล้วก็เบิกค่าตัว แต่ว่าไปแล้วสภาโจ๊กก็ไม่น่าไปด้วย

เพราะมีโอกาสทำให้สภาโจ๊กเป็น สภาเจ้งก็ได้ พูดตรง ๆน่าจะไปเกิดใหม่ดีกว่า

เผื่ออาจจะได้เกิดเป็นอย่างอื่นที่ดีกว่านี้  เห็นนักการเมืองบางคนแบบนี้

ทำให้ สงสารประเทศไทยจริง ๆ

 

admin
Offline
Joined: 09/04/2011 - 16:45
เรื่องศาลรับประทับฟ้องนายไพร

เรื่องศาลรับประทับฟ้องนายไพร และ สทนครหาดใหญ่ ทั้ง 24 คน

เรื่องการสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง ที่กกต กลางยกร่างต่อศาลนั้น

จนวันนี้ ยังไม่สามารถหาข้อมูล หรือหลักฐานให้ชัดเจนยังไม่ได้

เลยไม่มั่นใจว่า ศาลรับประทับฟ้อง และส่งหมายไปให้นายไพร

และ สท นครหาดใหญ่ทั้ง 24 คน แล้วหรือยัง เพราะ เงียบเหลือเกิน

มีแต่ เป็นข่าวที่เค้าว่ามา ให้ตอบอย่างมั่นใจยังไม่มี

และมีหลายคนยืนยันว่า ยังเห็นนายไพร ยังไปทำงานอยู่เหมือนไม่มีอะไรเิกิดขึ้น

จึงทำให้หลายคนมืนงง  ว่าอะไรกันแน่ และหากศาลได้ส่งหมายไปให้นายไพรจริงแล้ว

นายไพรต้องหยุดปฏิบัตงานการทุกอย่างที่เกี่ยวกับหน้าที่และการเมือง

มิฉนั้นจะผิดกฏหมายและ ขัดคำสั่งศาล  จะมีความผิด จึงขอให้คนรู้แจ้งให้ข้อมูลด้วย

และระวังอาจเป็นกลลวงหลอกล่อให้หันแหไปสนใจเรื่องอิ่น มุ่งสนใจแต่จะเลือกตั้ง

แล้วจะเป็นโอกาสให้วิ่งเต้นเรื่องใบแดงได้นะ  ต้องเฝ้าดูและระวัง

admin
Offline
Joined: 09/04/2011 - 16:45
เรื่องความผิดในการเลือกตั้งขอ

เรื่องความผิดในการเลือกตั้งของนายไพรและ สท นครหาดใหญ่ทั้ง 24 คน และ กกต กลาง สั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง

และได้ยกร่างต่อ ศาลอุทธรณ์ ภาค 9  และศาลอุทธรณ์ ภาค 9 ได้ ประทับรับฟ้อง และให้ 

นายไพร พร้อม สท นครหาดใหญ่ ทั้ง 24 คน หยุด ปฎิบัติหน้าที่การงานทางการเมือง

ตั้งแต่ปลาย เดือนสิงหาคม ที่ผ่านมา เรื่องนี้ ทำให้  ชาวหาดใหญ่ดีใจกับข่าวนี้มาก

ที่หาดใหญ่ต่อไปจะได้มีโอกาสเปลี่ยนไปในทางที่ดีกว่าเดิม ไม่ผูกติด อยู่เฉพาะคนเก่า

โดยไม่ต้องอยู่อย่างจำแจซ้ำซาก เหมือนอย่างที่ผ่านมา หาดใหญ่ต่อไปจะได้ผู้ที่มีความสามารถเข้ามาบริหาร

สร้างความเจริญและก้าวหน้า และความสุขให้กับคนหาดใหญ่ทุกคน ไม่ใช่ได้เฉพาะ กลุ่มคนของตัวเองเหมือนที่ผ่านมา

แต่แล้ว อยู่ ๆ ก็มีคนมาบอกข่าวและถามว่า ผู้คนเค้าได้ร่ำลือว่า  นายไพร ได้วิ่งเต้น

โดยสามารถวิ่งเต้น ให้พ้นผิดได้ หรืออย่างน้อย ก็สามารถวิ่งเต้น ให้ใบเหลือง

คือเลือกตั้งใหม่ โดยให้นายไพร และ สท นครหาดใหญ ทั้ง 24 คนได้สิทธิลงเลือกตั้งใหม่

ทำให้ชาวหาดใหญ่ผิดหวังกับข่าวลือนี้มาก ๆ ผมผู้เขียน จึงบอกกับชาวหาดใหญ่ผู้ที่มาถามว่า

ผมไม่เชื่อว่า คนทำความผิดในการเลือกตั้ง และมีหลักฐานมัดแน่นขนาดนี้

สามารถวิ่งเต้น  ให้แก้ผิดเป็นถูกได้ เพราะผู้รักษากฏหมายรับเงิน

และเป็นที่พึ่งของประชาชน ประชาชนหวังพึ่งความถูกต้องและยุติธรรม

แต่ชาวบ้านยืนยันว่า หากผมไม่เชื่อ ก็คอยฟังผลก็แล้วกันว่า

สุดท้าย คือพ้นผิด แก่ นายไพรและ สท นครหาดใหญ่แน่ ๆ ตามข่าวที่ลือ

และเมื่อเป็นแบบนั้นจริง คือ นายไพรลงเลือกตั้งได้อีก แล้วถามผมว่า เมื่อเป็นแบบนี้นายไพรวิ่งได้ใช่หรือไม่

มันทำให้ผมถึงกับอึ้ง พูดอะไรไม่ออก  แต่ในใจยังมั่นใจและเชื่อมั่นในความถูกตัองและความยุติธรรม

จึงไม่เชื่อว่าที่มีข่าวลือที่ว่านี้ จะเป็นจริง

และการแจ้งข่าวในนี้ เพื่อพิสูทธิ์ว่าสุดท้ายจะเป็นอย่างที่ชาวบ้านลือหรือป่าว อยากรู้เหมือนกัน

admin
Offline
Joined: 09/04/2011 - 16:45
วันนี้ไปร่วมงานแจกทานกับผู้กา

วันนี้ไปร่วมงานแจกทานกับผู้การธรัตน์และคุณนาย ( พี่ติ่ม )โดยมี นายก อบจ คนใหม่

นิพนธ์  เป็นประธาน ที่ศาลเจ้า เต๋าบอเก็ง เมื่อเวลา 16.30 น ในเทศกาลกินเจ

ด้วยความรีบร้อนกลัวจะไปไม่ทัน  เลยทำให้ไม่ได้เปลี่ยนเสื้อขาว พอไปในงาน

จึงทำให้แปลกไปกว่าคนอื่น ทำให้รู้สึกอึดอัดใจ เหมือนกัน

admin
Offline
Joined: 09/04/2011 - 16:45
(ไม่มีชื่อ)

admin
Offline
Joined: 09/04/2011 - 16:45
นัดพบกัน ในการรวมกลุ่มรวมทีม

นัดพบกัน ในการรวมกลุ่มรวมทีม ของผู้ที่จะลงสมัคร ส ท  ในนามทีมหาดใหญ่ของเรา

admin
Offline
Joined: 09/04/2011 - 16:45
นัดพบกัน สิบกว่าคน

นัดพบกัน สิบกว่าคน

admin
Offline
Joined: 09/04/2011 - 16:45
เรื่องใบแดงในการเลือกตั้งของ

เรื่องใบแดงในการเลือกตั้งของ เทศบาลนครหาดใหญ่ ที่ผ่านมา

ก็ต้องคอย วันที่ 5 พฤศจิกายน 2556  ว่าจะเป็นอย่างไร และรู้ผลเมื่อไหร่

ชาวหาดใหญ่และ ทีมหาดใหญ่ของเรา คอยติดตามอยู่เช่นกัน

ส่วนคลิป วีดีโอ ในการทำความผิดในการเลือกตั้ง ที่หลายคนเรียกร้องอยากรู้

ให้นำมาเผยแพร่ ในยูทูบ กำลังพิจารณาว่าจะเอาอย่างไรดีได้บทสรุปแล้ว

จะแจ้งให้ทราบอีกครั้งครับ ขอขอบคุณครับที่สนใจและติดตามเรื่องใบแดงในการเลือกตั้ง

ของ เทศบาลนครหาดใหญ่ ว่าจะรู้ผลเมื่อไหร่ ได้ข่าวจะรีบเรียนให้ทุกท่านทราบโดยเร็ว

                                                    ขอบคุณอีกครั้งครับ

admin
Offline
Joined: 09/04/2011 - 16:45
นัดรวมพลของทีมหาดใหญ่ของเรา

วันนี้เป็นวันที่รวมพลและวางหลักการของทีมในการขับเคลื่อนของทีมต่อไป

หลักการ และนโยบายทีมคือ ทำทีมให้เป็นทีมของประชาชน  เพื่อประชาชน

ทีมหาดใหญ่ของเรา

 

admin
Offline
Joined: 09/04/2011 - 16:45
วันนี้เป็นอีกวันที่เรา

วันนี้เป็นอีกวันที่เรา เครือข่าย หาดใหญ่ของเราขับเคลื่อน คงไม่นานเกินรอ

หาดใหญ่ของเราจะออกไปพบปะชาวหาดใหญ่

admin
Offline
Joined: 09/04/2011 - 16:45
วันนี้ไปหาความรู้เพิ่มเติม

วันนี้ไปหาความรู้เพิ่มเติม ความรู้เรียนไม่หมด มีโอกาสควรหาความรู้ให้กับตัวเอง

เผื่อสักวันเราคงมีโอกาสนำความรู้ มาพัฒนา ทำสิ่งที่ดี ๆ ครับ

 

admin
Offline
Joined: 09/04/2011 - 16:45
เรื่องน้ำท่วม จะแก้ปัญหาหรือจะของบ

ระยะหลังนี้ทุกปีพอหน้าฝน ก็มีปัญหาน้ำท่วมทุกที เห็นผู้ที่รับผิดในเรื่องน้ำท่วมแล้ว

พูดตรง ๆเลยว่า เซ็ง เรื่องของน้ำท่วมมีเรื่อง แม่น้ำ ลำคลอง และถนน มายุ่งเกี่ยวด้วย

ขอถามว่าอย่าเอา แม่น้ำ ลำคลอง มาถม สร้างบ้าน ทำถนน ได้หรือป่าว

และเวลาเดียวกัน ช่วยขุด แม่น้ำ ลำคลอง ให้กว้างและให้ลึกเพิ่มอีก สัก 2-3 เมตร

ส่วนช่วงปลายแม่น้ำ ลำคลอง ที่จะลงสู่ทะเล ขุดแม่น้ำ ลำคลอง เพิ่มอีก 3-4 สาย

เพื่อให้น้ำสามารถระบายลงทะเลได้ง่ายและรวดเร็ว ทำได้หรือไม่ หรือว่ามีข้ออ้าง

ว่าทำไม่ได้ เพราะเดียวน้ำจะไม่ท่วมไม่ได้ทำงบ เบิกเงิน มาแจกเงิน แจกข้าวสาร

ใช่หรือไม่ สำคัญสุด ไม่มีเงิน เบิกเข้ากระเป๋าของตัวเองหรือป่าว

สิ่งที่ควรทำ ทำใมถึงไม่ทำ จะทำอย่างใดก็ได้ ถ้าทำให้น้ำไม่ท่วม

หรือถ้าทำไม่เป็น ก็ให้ผู้ที่ทำได้ เข้าไปทำ อย่าทำเป็นหวงก้าง ไม่ให้คนอื่นทำ

ร่วมมือกันทำเพื่อประเทศ ทำเพื่อประขาขนได้หรือเปล่า 

ประชาชนไม่ต้องการของแจก ประชาชนขอน้ำอย่าท่วมได้ใหม

พอกันทีกับวิธีการคิดแต่จะเอางบมาซื้อข้าวมาแจก นำเงินมาให้ 

 

admin
Offline
Joined: 09/04/2011 - 16:45
คงจะเดือน มกราคม ปี 2557

เมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน 2556 ที่ผ่านมา ศาลอุทธรณ์ ได้นัดสอบปากคำ

นายไพรและอดิต ส ท เทศบาลนครหาดใหญ่ ทั้ง 24 คนที่ศาลอุทธรณ์ กรุงเทพฯ

และได้ข่าวว่าจะตัดสิน วินิจฉัย ปลายเดือน มกราคม 2557

หลีกฐานมัดความผิดชัดเจน คงไม่มีอะไรมาพลิกล๊อก เปลี่ยนเป็นอย่างอื่น

ก็ขอให้ชาวหาดใหญ่และชาวไทยทั่วประเทศ คอยติดตามฟังผลการตัดสินได้

ผู้ที่จะลงสมัครเลือกตั้ง นายก และ ส ท เทศบาลนครหาดใหญ่ เตรียมตัวได้แล้ว

 

 

admin
Offline
Joined: 09/04/2011 - 16:45
การเมืองระดับชาติ

การเมืองระดับชาติในระยะนี้ร้อนแรง ซึ่งต่างฝ่ายต่างกลุ่มมีแต่ความดื้อด้่านยึดมั่นตนเองว่าถูก

และมองแต่คนอื่นเป็นคนผิด โดยไม่ยอมมองตัวเองพิจารณาตัวเองว่าทำถูกหรือไม่

มุ่งหวังเพียงแค่ต้องการชนะ และล้มล้างคนอื่น โดยไม่มองว่า เป็นความถูกต้องหรือไม่

แต่พยายามหาเหตมาอ้างว่าคนนี้ผิดคนนั้นผิด แล้วก็มาขับไล่ โดยไม่ยอมใช้กติกาที่มีอยู่

พยายามเอาวิธีนอกระบบมาใช้ เมือ่ฝ่ายหนึ่งนำมาทำได้ อีกฝ่ายก็ย่อมเอามาใช้ได้เหมือนกัน

ประเทศชาติวุ่นวายไม่สิ้นสุด ถ่วงความเจริญของประเทศที่จะเดินไปข้างหน้า

ส่วนเหตการณ์ที่เกิดขึ้นทุกครั้ง ประชาชนเป็นผู้ถูกหลอก ประเทศชาติถูกทำร้าย วุ่นวาย

การสร้างเหตการณ์วุ่นวายใครเป็นคนได้ ก็นักการเมืองเป็นคนได้อีก ส่วนชาวบ้านได้อะไร

ทุกวันนี้คนไทยต้องมาแตกแยกแบ่งพวกแบ่งสีแบ่งฝ่าย ใครละเป็นคนริเริ่มในการแบ่งแยก

ใครกันเป็นคนที่แบ่งสี แล้วทำลายประเทศชาติจนทำให้ ประเทศและคนไทยแตกเป็นฝ่าย ๆ

ทำให้คนที่พยายามจะพูดในสิ่งที่ถูกต้องแตไม่ถูกใจ  ก็มีสิทธิ์ที่จะถูก ตำหนิ ด่าว่า

admin
Offline
Joined: 09/04/2011 - 16:45
หลายวันมานี้ ได้เจอะเขอ

หลายวันมานี้ ได้เจอะเจอ ชาวบ้านหลายคน เค้าถามว่า

คดีเรื่องใบแดง ในการเลือกตั้งของนายไพร จบแล้วหรือ

เห็นเงียบจัง ไม่มีการเคลื่อนอะไรทั้งนั้น 

แตนายไพรกลับไปขึ้นเวที ประท้วงร่วมกับเค้าด้วย

ทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น หรือยังไง

ก็ขอเรียนให้ทุกท่านทราบในที่นี้ว่า ศาลอุทธรณ์ ภาค 9

ยังไม่ได้ต้ดสินวินิจฉัย ว่าจะเป็นเช่นใด

และคงจะตัดสินในเดือน มกราคม 2557 นี้ค่อนข้างแน่นอน

ไว้ใกล้ ๆ แล้วคอยติดตามฟังข่าวดี อดใจรออีกนิด

และขอขอบคุณทุกท่านที่ เวลาพบกันและถามถึง ติดตามข่าวนี้อยู่

พวกผมทุกคนรู้สึกดีใจเป็นอย่างมาก  ขอขอบคุณอีกครั้งครับ

admin
Offline
Joined: 09/04/2011 - 16:45
การเมืองที่ควรเป็น

ว่าจะไม่พุดและยุ่งกับการเมืองระดับชาติ แต่ยิ่งวันการเมืองคนในชาติเริ่มเดินวกวน

กำลังนำพาชาติให้ตกเหว  ซึ่งเป็นอันตรายต่อชาติและคนไทยทั้งประเทศ

ขออนุญาติเริ่มต้นเรื่อง  ทุกคนก็ทราบดี ว่าการเมืองทุกวันนี้จะเดินไปแบบไม่รู้จุดหมายปลาย

ทางที่แท้จริงว่าจะเดินไปแล้วจะหยุดจุดใด แต่กลับยุยงประชาชนออกมาร่วมเดินประท้วง

ด้วยการอ้างว่าจะขับไล่ระบบทักษิน ซึ่งความชัดเจน ระบบทักษินเป็นแบบใหนก็ยังไม่รู้แน่อีก

พูดแบบเหมา ๆ รวม ๆ ว่าโกงโดยออกมาเดินประท้วงแบบอริยะขัดขืนตามระบบประชาธิปไตย

ภายใต้รัฐธรรมนูญ แต่การกระทำทั้งหมดกลับทำผิดกฏหมายทุกเรื่องที่ทำไปทั้งหมด

ทั้ง ๆที่ ทางฝ่ายรัฐบาลยอมถอย ได้ยุบสภาแล้วและให้มีการเลือกตั้งใหม่

ทางฝ่ายที่ออกมาประท้วงกลับไม่ยอมรับในการที่จะมีการเลือกตั้งใหม่

โดยอ้างว่าต้องการปฏิรูปก่อน ค่อยมาเลือกตั้ง โดยหาเหตจะตั้งสภาประชาชน

และต้องการปฏิรูปก่อน ซึ่งถ้าตามกฏรัฐะรรมนูญไมใ่สามารถทำได้

แต่ก็ยังดื้อที่จะทำและจะเอาให้ได้ ด้วยการแหกนอกกรอบแบบนี้

โดยที่อดิต คนนำไม่เคยทำสิ่งดี ๆเลย และที่ออกมาทำในครั้งนี้ก็ไม่ได้มีจุดมุ่งหมายมาก่อน

เพียงแค่ออกมาประท้วงแบบเล่น ๆ แต่บังเอิญ มีสิ่งที่บางอย่างถูกใจประชาชน

จึงทำให้ประชาชนออกมาตอบรับระดับหนึ่ง จึงได้มายกระดับมั่ว ๆไปเท่านั้น

และเดาใจประชาชนดู จนสามารถเดาใจประชาชนว่าต้องการอะไร

จึงเปลี่ยนยกระดับเพื่อเอาใจประชาชน เพื่อให้ประชาชนออกมาทำในสิ่งที่ตัวเองต้องการ

คือการล้มคู่ต่อสู้ทางการเมือง โดยมีพรรคการเมืองบางพรรคให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่

ทั้งที่ผู้ที่ออกมาประท้วงประกาศว่าจะไม่เอาพรรคการเมืองและนักการเมืองเก่า ๆทั้งหมด

แต่ก็ยังมีนักการเมืองร่วมด้วยเป็นหัวหอก คิดหรือว่าถ้าทำการสำเร็จ

จะไม่มีนักการเมืองชั่ว ๆที่ร่วมกันประท้วงร่วมด้วย เข้าบริหาร

และการประท้วงก็ประท้วงแบบไม่ถูกกฏหมายแล้วยังสร้างความเดือดร้อนอีก

และเป็นแบบอย่าง ที่จะทำให้รุ่นต่อไปเอาไปทำตามแบบอย่างด้วย

เมื่อต้องการอะไรก็จะออกมาแหกกฏ และทำในสิ่งที่กลุ่มตัวเองต้องการ เมื่อเป็นเช่นนี้

ต่อไปประเทศคงหาความสงบสุขไม่ได้แน่นอน

พอกันที  หยุดได้ยัง

หากมีใจบริสุทธิจริง ก็ควรเรียกพรรคการเมืองทุกพรรค มาทำสัตยบันด้วยกัน

ว่าไม่ว่าจะเป็นพรรคใด หรือหลายพรรค หลังจากได้รับเลือกตั้งเข้ามาแล้ว

เมื่อได้เป็นรัฐบาลแล้วรวมทั้งฝ่ายค้านจะต้องพร้อมใจกัน เปิดสภาแก้ใขรัฐธรรมนูญ

ตามที่มีเจตนาที่จะช่วยกันปฏิรูปการเมือง ให้การเมืองบริสุทธ

ปราศจากการโกงกินคอรัปชั่น นักการเมืองทุกคนจะต้องพร้อมใจกันปฏิรูปตามที่ตั้งใจ

เมื่อเป็นเช่นนั้น การปฏิรูปก็จะเป็นการเริ่มต้นในทางที่ดี

เวลาเดียวกันก็ขออาจเอื้อมขอเสนอบางประการไว้พิจราณา

1 ) ประขาขนคนไทยทุกคนเสมอภาค และ 1 เสียง 1สิทธิเท่ากันทุกคน

2 ) ประขาขนคนไทยทุกคนมีสิทธิเสมอภาค สามารถลงสมัครการเมืองได้ โดยไม่จำกัดวุฒิ

( อย่าอ้างเรื่องไร้วุฒิ เพราะเป็นการแบ่งชั้น หากไม่ดีจริงและโง่ประชาชนไม่เลือกเข้ามาแน่ )

3 ) การเมืองท้องถิ่น ก็ให้เป็นการเมืองท้องถิ่น ห้ามการเมืองระดับชาติมายุ่ง

    และห้ามนักการเมืองระดับชาติลงมาช่วยหาเสียงให้กับการเมืองท้องถิ่น

   รวมทั้งห้ามใช้ชื่อ พรรคการเมืองของระดับชาติให้กับการเมืองท้องถิ่นด้วย

  ผู้สมัครการเมืองท้องถิ่น ห้ามเป็นสมาชิกพรรคการเมืองระดับชาติอย่างน้อย 1 ปี

4 ) นักการเมืองที่เป็นนักการเมืองท้องถิ่น สามารถขยับไปสมัครการเมืองระดับชาติได้

     เพราะเป็นการขยับขึ้น ส่วนนักการเมืองคนใดที่เคยเป็นนักการเมืองระดับชาติ

     ห้ามลงมาสมัครการเมืองท้องถิ่น เพราะเป็นการถอยหลังลง

      ( เป็นผู้จัดการแล้วมาเป็นภารโรง    5555 มีเฉพาะในประเทศไทย )

5 )  นักการเมืองที่เป็นฝ่ายนิติบัญญัติระดับชาติ คือ สส รวมทั้ง สว

     และ นักการเมืองท้องถิ่น คือ สท อบต และ อบจ ที่ไม่ใช่ฝ่ายบริหาร

    เป็นได้ไม่เกิน 3 สมัย  ( ไม่ต้องนับวัน เวลา ว่ากี่วัน ให้นับ เป็นสมัย )

6 ) ฝ่ายบริหาร รวมทั้ง นายกรัฐมนตรี และนายก ท้องถิ่น เป็นได้ไม่เกิน 2 สมัย

    ( เช่นเดียวกัน ให้นับเป็นกี่สมัย ห้ามนับเป็น วัน เวลา ว่า กี่วัน พวกหัวหมอ )

7 ) การโกงกินคอรัปชั่น ของนักการเมือง ไม่มีอายุความ แม้แก่ชราแล้วก็ต้องตรวจสอบ

8 ) นักการเมืองที่มาสมัครทั้งครอบครัว คือ พ่อ แม่ ลูก สามารถสมัครการเมือง

    ได้อย่างใดอย่างหนึ่ง เช่น ถ้าสมัครการเมืองท้องถิ่นทั้งครอบครัว ให้สมัครได้

    แล้วคนใดคนหนึ่งได้รับเลือกตั้ง หากมีคนในครอบครัวต้องการไปสมัคร การเมืองระดับชาติ

   คือ สมัคร สส หรือ สว คนในครอบครัวที่ได้รับเลือกเข้าไปเป็นนักการเมืองท้องถิ่น

ต้องลาออกจากการเมืองท้องถิ่นก่อน เพื่อต้องการให้คนในครอบครัวเป็นได้อย่างใดอย่างหนึ่ง

   ข้อบังคับนี้หมายถึง ถ้าทั้งครอบครัวจะเป็นนักการเมือง ถ้าเป็นนักการเมืองท้องถิ่น

   ก็ให้เป็นนักการเมืองท้องถิ่นทั้งครอบครัว ถ้าจะสมัคร สส ก็ให้สมัคร สส ทั้งครอบครัว

   ในหนึ่งครอบครัวห้ามสมัครเป็นหลายระดับของนักการเมือง

   ( ถ้าเป็น สส อยู่ คนในครอบครัวจะสมัคร สว ต้องให้คนที่เป็น สส ต้องลาออกจาก สส ก่อน)

อย่ามาอ้างว่าจำกัดสิทธิ ทีคนไทยที่จะสมัคร สส ยังจำกัดสิทธิ เรื่องวุฒิ ( ป .ตรี )

9 ) ข้าราชการประจำทุจริตต่อหน้าที่ด้วยการร่วมกับนักการเมือง โกงกิน คอร์รัปชั่น

   ต้องรับโทษตามนักการเมืองด้วย และไม่มีหมดอายุความ

10 ) กฏหมายนี้ห้ามยกเลิก และข้อ 5- 6 -7-9 ห้ามแก้ไขและยกเลิก

    ถ้าหลังเลือกตั้งและมีนักการเมือง ได้นำเสนอแก้ไข ปฏิรูป ใกล้เคียงตามที่

  ได้เสนอมาร่วมด้วย ถ้าอยากปฏิรูปจริง คิดว่าต่อไป อะไร ๆ คงจะดีขึ้นมากพอควร

 ไม่จำเป็นต้องตั้งสภาประชาชน ซึ่งจะใช้วิธีเลือกเข้ามาอ่ย่างไร ยังไม่รู้

ขอถาม กปปส และรัฐบาลว่าจะปฏิรูปพร้อมที่จะรับเงื่อนใขตามที่เสนอใน 10 ข้อหรือไม่

 ถ้าปฏิเสธ  นั่นหมายถึงไม่ได้ต้องการปฏิรูปจริง เป็นเพียงเกมส์การเมืองเท่านั้้น

เคยมีกฏหมายเป็นนายก ได้ไม่เกิน 2 สมัย ใครยกเลิกยกเลิกทำใม

หากไม่ยกเลิก กลัวหรือห่วงอะไร กับการเลือกตั้ง

ถ้านายกยิ่งลักษณ์จะลงสมัครได้อีกครั้งก็จะครบวาระ2สมัยแล้ว

แล้วแบบนี้ กลัวอะไรกับการเลือกตั้ง กลัวอะไรกับใครจะลงเลือกตั้ง

admin
Offline
Joined: 09/04/2011 - 16:45
การประท้วงประกาศชัด

การประท้วงประกาศชัด จะประท้วงตามระบบประชาธิปไตย ภายใต้รัฐธรรมนูณ

แต่จะมีการเลือกตั้งตามระบบประชาธิปไตย ภายใต้รัฐธรรมนูณ ไม่เอา

เพราะไม่ถูกใจ ต้องทำทุกอย่างให้ถูกใจก่อน และพรรคต้องชนะ ถึงจะให้มีการเลือกตั้ง

นี่แหละการเมืองในประเทศไทย เป็นแบบพวกหัวหมอ แบบศรีธนชัย ที่คนไทยยกย่องไง

จอมพลิกลิ้น จอมบิดเบียน จอมใส่ร้าย จอมหัวหมอ จอมหยุมหยิมเล็กๆ น้อยๆ ยิ่งกว่าผู้หญิง

admin
Offline
Joined: 09/04/2011 - 16:45
คนไทยทุกวันนี้รู้แต่ว่า

คนไทยทุกวันนี้รู้แต่ว่า ตัวเองมีสิทธิเสรีของตัวเอง เสมอเท่าคนอื่น

แต่ไม่รู้หรือไม่ยอมรับรู้หรือแกล้งไม่รู้ ว่าคนอื่นก็มีสิทธิเสรีของตัวเองเหมือนกัน

มีความเสมอภาคเท่ากันทุกคน แต่ทุกวันนี้กลับชอบไปล่วงล้ำสิทธิเสรีของผู้อื่น

ไม่ยอมเคารพสิทธิเสรีของผู้อื่น โดยไม่ยอมให้คนนี้จะไปที่ไหน คนนั้นจะทำอะไร

ชอบเรียกร้องสิทธิเสรีความเสมอภาค แต่การกระทำกลับตรงกันข้าม

กลับริดรอนสิทธิเสรีของคนอื่น นี่หรือคือการปฏิรูป ด้วยการบังคับริดรอนสิทธิผู้อื่น

เพียงแค่เริ่มต้น ก็เป็นการเบียดเบียน ริดรอนสิทธิของประชาชนแล้ว

ต่อไปจะขนาดใหน คงน่ากลัวจนไม่กล้าคิด  สาธุ..สาธุ ...อย่าให้เกิดสำเร็จเลย

admin
Offline
Joined: 09/04/2011 - 16:45
วันนี้ 7 -8  มค นี้

วันนี้ 7 -8  มค นี้ ศาลอุทธรณ์ภาค 9  ได้ออกหมายเรียก

ผู้คัดค้านเรื่องใบแดงในการจัดเลี้ยง-ซื้อเสียงในการเลือกตั้ง

ของเทศบาลนครหาดใหญ่ ที่ผ่านมา ของนายไพร ซึ่งสมัครลงเลือกตั้ง

เป็น นายกเทศบาลนครหาดใหญ่ ในนาม พรรค ประชาธิปัติ ที่ผ่านมา

ซึ่ง กกต จังหวัด สงขลา ให้ใบแดงนายไพร  5 ต่อ 0

และ กกต กลางให้ เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งนายไพร 3 ต่อ 1  ไม่ลงมติ 1

โดยมีพยานไปให้ปากคำด้วยหลายคน  หลังจากนี้คิดว่า

คงไม่นาน เกินรอ ศาลอุทธรณ์  ภาค 9 คงวินิจฉัยตัดสิน ความผิดของนายไพร

ว่าจะเป็นอย่างไร จะเป็นตามข่าวลือหรือไม่ ต้องคอยติดตามฟังข่าว

 

 

admin
Offline
Joined: 09/04/2011 - 16:45
หลังจากนายไพรพาพยานไปให้การที

หลังจากนายไพรพาพยานไปให้การที่ศาลอุทธรณ์ ภาค 9 และ

กลับมาหาดใหญ่ ได้จัดงานเลี้ยงฉลองด้วยความดีใจ และประกาศ

อย่างมั่นใจว่า รอดจากใบแดงในคดี จัดเลี้ยงซื้อเสียงในการเลือกตั้งที่ผ่านมา

ที่ กกต จังหวัดสงขลาให้ใบแดงนายไพร พร้อม สท เทศบาลนครหาดใหญ่

ทั้ง 24 คน ใบแดง 5 ต่อ 0

และ กกต กลาง ให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งนายไพร พร้อมคณะ สท ทั้ง 24 คน

ด้วยมติ 3 ต่อ 1  ไม่มีลงมติ อีก 1   โดยให้ไปสอบเพิ่มเติม

หลังจากนายไพรกลับจาก ศาลอุทธรณ์ ภาค 9  ที่กรุงเทพ ฯ ได้ประกาศ

อย่างมั่นใจเต็มร้อยว่า รอดจากสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งจากศาลอุทธรณ์แน่นอน 

จึงจัดเลี้ยงฉลองอย่างเต็มที่หลังจากกลับมา

ส่วนทางผู้รัอง ก็มีความมั่นใจว่า

ศาลอุทธรณ์ ภาค 9  สั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง

ของนายไพร พร้อม สท เทศบาลนครหาดใหญ่รวม 25 คน

ที่ทำความผิดในการจัดเลี้ยงและซื้อเสียง เพราะมีหลักฐานมัดแน่น

ไม่สามารถเปลี่ยนหลักฐานได้ ไม่ว่าจะนานเพียงใด หลักฐานก็ยังเหมือนเดิม

และ มติของ กกต จังหวัด ให้ใบแดงนายไพรพร้อมคณะ สท ทั้งหมด

พร้อมด้วย กกต กลาง ให้เพิกถอนสิทธิเลิกตั้ง นายไพรและ พวกทั้งหมดด้วย

ด้วยเหตนี้คิดว่า ทางศาล คงมีคำสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งนายไพรและพวกแน่นอนเช่นกัน

คงไม่มีการพลิกคดี แบบกลุ่มเสื้อแดงหรือ พรรคเพื่อไทย ที่เจอ 2 มาตรฐาน

และการเมืองในขณะนี้ ประชาชนมีความต้องการ ปฏิรูปการเมือง

ให้ใส สะอาด ปราศจากการจัดเลี้ยงซื้อสิทธิ ขายเสียงในการเลือกตั้ง

และการที่มีข่าวว่า นายไพร สามารถวิ่งเต้นให้พ้นผิดจากจัดเลี้ยงซื้อเสียงได้นั้น

น่าจะเป็นแค่ข่าวลือเท่านั้น คิดว่าเรื่องใบแดงและเพิกถอนสิทธิของนายไพรและ สท

ขอให้ฟังคำสั่งของศาลอุทธรณ์ ภาค 9  จะดีกว่า คงในเร็ว ๆนี้จะได้ทราบข่าว

หวังว่าชาวหาดใหญ่คงได้รับข่าวดี  และดีใจ ขอให้โชคดีทุกท่านครับ

admin
Offline
Joined: 09/04/2011 - 16:45
ขอพูดคุยเรื่องการเมืองอีกสักห

ขอพูดคุยเรื่องการเมืองอีกสักหน่อย  เคยพูดและบอกว่าไม่ควรเอาการเมืองมาเป็นอาชีพ

หรือหากินด้วยการเป็นนักการเมือง  คืออาชีพนักการเมือง ความถูกต้องการเมืองไม่ได้ให้ใคร

มายึดเป็นอาชีพ การเมืองเป็นเรื่องของคนที่มีความสามารถ ซื่อสัตย์ เสียสละในการทำ

หรือมาบริหารด้วยความสามารถ ด้วยความเก่ง เพื่อต่อสู้ทางการค้ากับต่างประเทศ

ไม่ใช่ให้คนที่แม้จะหากินเลี้ยงชีพตัวเองก็ยังไม่ได้ ต้องมาอาศัยเงินเดือนของการเมือง

เพื่อเลี้ยงชีพ หากไปหาอาชีพอื่นคงอดตาย แล้วแบบนี้จะมาบริหารประเทศได้อย่างใด

ดังนั้นการเมืองจึงไม่ควรให้ใครมาเอาทำเป็นอาชีพ หรือมายึดอาชีพการเมือง

และอีกอย่าง การเมืองเป็นภาระที่ต้องทำและบริหารจริง ๆ เพื่อความเจริญของประเทศ

และเพื่อประชาชนมีความสุข จึงต้องการคนที่อาสามาทำการเมืองด้วยความสามารถ เสียสละ

และจริงจัง ไม่มายึดเป็นอาชีพแล้วยังต้องเอาจริงด้วย ถ้าใครบอกว่าจะมาเล่นการเมือง

ก็ขอคนนั้นเลิกซะ การเมืองจะมาทำเป็นเล่น ๆไม่ได้ จะมาเล่นการเมืองไม่ได้เด็ดขาด

บอกแล้วว่าการเมืองต้องตั้งใจทำจริงและต้องมีความสามารถ เสียสละ ซื่อสัตย์

ชาตินิยม และห่วงประชาชนจริง ๆ ไม่มีแบ่งพวกแบ่งเหล่า คนไทยก็คือคนไทย

คนที่มาทำการเมืองต้องห่วงใยคนไทยทุกคน และต้องรักคนไทยทุกคนด้วย

หวังว่าคงเข้าใจ ว่าไม่เอานักการเมืองที่มายึดเป็นอาชีพ และมาเล่นการเมือง

พูดแค่นี้ต้องเข้าใจถ้าไม่เข้าใจ แปลว่าคนนั้นยิ่งโง่ ยิ่งไม่ควรมาทำการเมือง

ดังนั้น การจะปฏิรูปการเมืองจึงต้องมีการแก้กฏหมายเพิ่มเติม 2 ข้อที่ต้องมี

 1  เป็นนายกรัฐมนตรีและนายกท้องถิ่น เป็นได้ไม่เกิน 2 สมัย

 2  สส สว สท และนักการเมืองท้องถิ่น เป็นได้ไม่เกิน  3 สมัย

เมื่อไม่มีนัการเมืองอาชีพ หรืออาชีพนักการเมืองและไม่ใช่มาเล่นการเมือง ( เอาการเมืองมาทำเล่น ๆ )

จะทุกข์ร้อน จะเดือดร้อนอะไร กับการเป็นแค่ 2 สมัย 3 สมัย ( ร่วม 8 ปี-ร่วม 10 ปี )

ถ้าจะปฏิรูปการเมืองจริงการแก้ไขเพิ่มเติม 2 ข้อนี้จึงต้องมี และต้องมีกฏหมายห้ามยกเลิก2มาตรานี้ด้วย

 

admin
Offline
Joined: 09/04/2011 - 16:45
 

 

ด่วน!! ศาลอุทธรณ์ภาค 9 ยกฟ้อง “ไพร พัฒโน” ทุจริตเลือกตั้ง 6 ก.พ.คืนรัง “นครหาดใหญ่”

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 4 กุมภาพันธ์ 2557 13:21 น.

 

 

 

 

 

 

 

 

 
ด่วน!! ศาลอุทธรณ์ภาค 9 ยกฟ้อง “ไพร พัฒโน” ทุจริตเลือกตั้ง 6 ก.พ.คืนรัง “นครหาดใหญ่”
คณะของนายไพร พัฒโน แสดงความดีใจหลังศาลอุทธรณ์ภาค 9 มีคำสั่งยกฟ้อง (ขอบคุณภาพจากเฟซบุ๊ก Poch Boon)

        
       ศูนย์ข่าวหาดใหญ่ - ด่วน!! ศาลอุทธรณ์ภาค 9 มีคำสั่งให้ “ไพร พัฒโน” และ ส.ท.นครหาดใหญ่ พ้นมลทินที่ถูก กกต.ฟ้องข้อหาทุจริตเลือกตั้งแล้ว เผย 6 ก.พ.นี้กลับเข้าทำงานในตำแหน่งนายกเทศมนตรีนครหาดใหญ่
        
       ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อช่วงเช้าวันนี้ (4 ก.พ.) ศาลอุทธรณ์ภาค 9 ได้มีคำสั่งยกคำร้องกรณีคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดสงขลา (กกต.สงขลา) กล่าวหาว่า นายไพร พัฒโน นายกเทศมนตรีนครหาดใหญ่ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา พร้อมด้วยสมาชิกสภาเทศบาล (ส.ท.) นครหาดใหญ่ จำนวนหนึ่งกระทำการทุจริตเกี่ยวกับเลือกตั้ง กรณีมีการการจัดเลี้ยง และแจกเงินให้แก่ผู้เข้าร่วมงาน ซึ่งศาลได้ชี้ว่าเจตนาสุจริต สามารถทำได้ตามกฎหมาย (เจตนาสุจริตมีด้วยหรือ แล้วถ้าเป็นฝ่ายของเราทำหรือ พรรค พ ท ทำแบบนายไพร จะผิดหรือป่าว อยากรู้ )
        
       เกี่ยวกับเรื่องนี้ นายสัมฤทธิ์ บุญรัตน์ รองนายกเทศมนตรีนครหาดใหญ่ เปิดเผยกับ “ASTVผู้จัดการภาคใต้” ว่า ตนทราบข่าวเรื่องนี้แล้วเมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา และทราบว่าคำสั่งศาลอุทธรณ์ดังกล่าวถือเป็นการสิ้นสุดทางคดี โดยได้ประสานกับ นายไพร แล้ว ได้รับการยืนยันว่า วันพฤหัสบดีที่ 6 ก.พ.นี้ เวลา 09.00 น. นายไพร และคณะจะเดินทางกลับเข้าไปทำงานที่เทศบาลนครหาดใหญ่ตามปกติ หลังจากพ้นมลทินข้อกล่าวหาต่างๆ ทำให้ต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่มาระยะเวลาหนึ่ง
        
       สำหรับความคืบหน้าในเรื่องนี้ “ASTVผู้จัดการภาคใต้” จะรายงานให้ทราบต่อไป
 

ถ้านำวีดีโอของนายไพรมาเผยแพร่ ในนี้ให้ชาวบ้านดูได้ป่าว จะผิดใหมนี่

และที่ชาวบ้านว่าหลุด ไม่ใช่ข่าวลือ แต่เป็นข่าวจริง  นี่แหละประเทศไทย

admin
Offline
Joined: 09/04/2011 - 16:45
มาตรา 57
มาตรา 57 เมื่อมีการประกาศให้มีการเลือกตั้ง ในกรณีอื่นนอกจากถึงคราวออกตามวาระการดำรงตำแหน่ง ของสมาชิกสภาท้องถิ่น หรือผู้บริหารท้องถิ่น ห้ามมิให้ผู้สมัครหรือ ผู้ใดกระทำการ เพื่อจูงใจผู้มีสิทธิเลือกตั้งให้ลงคะแนนเลือกตั้งให้แก่ตนเอง หรือผู้สมัคร อื่น หรือให้งดเว้นการลงคะแนนเลือกตั้ง ให้แก่ผู้สมัครใดด้วยวิธีการดังนี้ (๑) จัดทำ ให้ เสนอให้ สัญญาว่าจะให้ หรือจัดเตรียมเพื่อจะให้ทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใดอันอาจคำนวณเป็นเงินได้แก่ผู้ใด (๒) ให้ เสนอให้ หรือสัญญาว่าจะให้เงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใดไม่ว่าโดยทางตรง หรือทางอ้อมแก่ชุมชน สมาคม มูลนิธิ วัด สถาบันการศึกษา สถานสงเคราะห์ หรือสถาบันอื่นใดที่คณะกรรมการการเลือกตั้งประกาศกำหนดในราชกิจจานุเบกษา (๓) ทำการโฆษณาหาเสียงเลือกตั้งด้วยการจัดให้มีมหรสพหรือการรื่นเริงต่าง ๆ (๔) เลี้ยงหรือรับจะจัดเลี้ยงผู้ใด (๕) หลอกลวง บังคับ ขู่เข็ญ ใช้อิทธิพลคุกคาม ใส่ร้าย หรือจูงใจให้เข้าใจผิดในเรื่องใดอันเกี่ยวกับผู้สมัครใด กรณีตามวรรคหนึ่ง หากเป็นการเลือกตั้งอันเนื่องมาจากการครบวาระ การดำรงตำแหน่งของสมาชิกสภาท้องถิ่น หรือผู้บริหารท้อง ถิ่นห้ามมิให้กระทำภายในหกสิบวันก่อน วันครบวาระการดำรงตำแหน่งจนถึงวันเลือกตั้ง การประกาศนโยบาย หรือการดำเนินการตามแนวทาง ในการแก้ไขปัญหาตามอำนาจหน้าที่ของท้องถิ่น ด้วยวิธีการใช้จ่าย จากเงิน งบประมาณ ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น มิให้ถือว่าเป็นกรณีตาม (๑) หรือ (๒) เพื่อให้การหาเสียงเลือกตั้งเป็นไปด้วยความเรียบร้อย ให้คณะกรรมการการเลือกตั้งประกาศ เพื่อแนะนำวิธีการหรือลักษณะ ต้อง ห้ามในการหาเสียงเลือกตั้งของผู้สมัครในราชกิจจานุเบกษา
admin
Offline
Joined: 09/04/2011 - 16:45
วันนี้ที่ 22 พ.ค 2557

วันนี้ที่ 22 พ.ค 2557 เป็นวันอีกวันหนึ่งของประวัติศาตร์ทางการเมืองของไทย

นั้นก็คือ เป็นวันที่ทหารออกมาปฏิวัตอีกครั้งหนึ่ง ด้วยเหตอ้างว่าทางการเมืองวุ่นวาย

หาที่ยุติไม่ได้  จึงต้องทำการปฏิวัต  เพื่อต้องการให้บ้านเมืองสงบ

 

admin
Offline
Joined: 09/04/2011 - 16:45
หากมีใจบริสุทธิจริง

หากมีใจบริสุทธิจริง ก็ควรเรียกพรรคการเมืองทุกพรรค มาทำสัตยบันด้วยกัน

ว่าไม่ว่าจะเป็นพรรคใด หรือหลายพรรค หลังจากได้รับเลือกตั้งเข้ามาแล้ว

เมื่อได้เป็นรัฐบาลแล้วรวมทั้งฝ่ายค้านจะต้องพร้อมใจกัน เปิดสภาแก้ใขรัฐธรรมนูญ

ตามที่มีเจตนาที่จะช่วยกันปฏิรูปการเมือง ให้การเมืองบริสุทธ

ปราศจากการโกงกินคอรัปชั่น นักการเมืองทุกคนจะต้องพร้อมใจกันปฏิรูปตามที่ตั้งใจ

เมื่อเป็นเช่นนั้น การปฏิรูปก็จะเป็นการเริ่มต้นในทางที่ดี

เวลาเดียวกันก็ขออาจเอื้อมขอเสนอบางประการไว้พิจราณา

1 ) ประขาขนคนไทยทุกคนเสมอภาค และ 1 เสียง 1สิทธิเท่ากันทุกคน

2 ) ประขาขนคนไทยทุกคนมีสิทธิเสมอภาค สามารถลงสมัครการเมืองได้ โดยไม่จำกัดวุฒิ

( อย่าอ้างเรื่องไร้วุฒิ เพราะเป็นการแบ่งชั้น ถึงแม้ไร้วุฒิหากไม่ดีจริงและโง่ประชาชนไม่เลือกเข้ามาแน่ )

3 ) การเมืองท้องถิ่น ก็ให้เป็นการเมืองท้องถิ่น ห้ามการเมืองระดับชาติมายุ่ง

    และห้ามนักการเมืองระดับชาติลงมาช่วยหาเสียงให้กับการเมืองท้องถิ่น

   รวมทั้งห้ามใช้ชื่อ พรรคการเมืองของระดับชาติให้กับการเมืองท้องถิ่นด้วย

  ผู้สมัครการเมืองท้องถิ่น ห้ามเป็นสมาชิกพรรคการเมืองระดับชาติอย่างน้อย 1 ปี

4 ) นักการเมืองที่เป็นนักการเมืองท้องถิ่น สามารถขยับไปสมัครการเมืองระดับชาติได้

     เพราะเป็นการขยับขึ้น ส่วนนักการเมืองคนใดที่ได้เป็นนักการเมืองระดับชาติแล้ว

     ห้ามลงมาสมัครการเมืองท้องถิ่น เพราะเป็นการถอยหลังลงคลอง

      ( เป็นผู้จัดการแล้วมาเป็นภารโรง    5555 มีเฉพาะในประเทศไทย )

5 )  นักการเมืองที่เป็นฝ่ายนิติบัญญัติระดับชาติ คือ สส รวมทั้ง สว

     และ นักการเมืองท้องถิ่น คือ สท อบต และ อบจ ที่ไม่ใช่ฝ่ายบริหาร

    เป็นได้ไม่เกิน 3 สมัย ไม่ต้องติดต่อกัน ( ไม่ต้องนับวัน เวลา ว่ากี่วัน ให้นับ เป็นสมัย )

6 ) ฝ่ายบริหาร รวมทั้ง นายกรัฐมนตรี และนายก ท้องถิ่น เป็นได้ไม่เกิน 2 สมัย

    ( เช่นเดียวกัน ให้นับเป็นกี่สมัย ห้ามนับเป็น วัน เวลา ว่า กี่วัน พวกหัวหมอ )

7 ) การโกงกินคอรัปชั่น ของนักการเมือง ไม่มีอายุความ แม้แก่ชราแล้วก็ต้องตรวจสอบ

8 ) นักการเมืองที่มาสมัครทั้งครอบครัว คือ พ่อ แม่ ลูก สามารถสมัครการเมือง

    ได้อย่างใดอย่างหนึ่งพร้อมกันได้ เช่น ถ้าสมัครการเมืองท้องถิ่นทั้งครอบครัว ก็ให้สมัครได้

    แล้วคนใดคนหนึ่งได้รับเลือกตั้ง หากมีคนในครอบครัวต้องการไปสมัคร การเมืองระดับชาติ

   คือ สมัคร สส หรือ สว คนในครอบครัวที่ได้รับเลือกเข้าไปเป็นนักการเมืองท้องถิ่น

ต้องลาออกจากการเมืองท้องถิ่นก่อน เพื่อต้องการให้คนในครอบครัวเป็นได้อย่างใดอย่างหนึ่ง

 ในการเมือง  ข้อบังคับนี้หมายถึง ถ้าทั้งครอบครัวจะเป็นนักการเมือง ถ้าเป็นนักการเมืองท้องถิ่น

   ก็ให้เป็นนักการเมืองท้องถิ่นทั้งครอบครัว ถ้าจะสมัคร สส ก็ให้สมัคร สส ทั้งครอบครัว

   ในหนึ่งครอบครัวห้ามสมัครเป็นหลายระดับของนักการเมือง จะเป็นการเอื้อประโยชน์ให้กัน

   ( ถ้าเป็น สส อยู่ คนในครอบครัวจะสมัคร สว ต้องให้คนที่เป็น สส ต้องลาออกจาก สส ก่อน)

อย่ามาอ้างว่าจำกัดสิทธิ ทีคนไทยที่จะสมัคร สส ยังจำกัดสิทธิ เรื่องวุฒิ ( ป .ตรี )

9 ) ข้าราชการประจำทุจริตต่อหน้าที่ด้วยการร่วมมือกับนักการเมือง โกงกิน คอร์รัปชั่น

   ต้องรับโทษตามนักการเมืองด้วย และไม่มีหมดอายุความ

10 ) กฏหมายนี้ห้ามยกเลิก และข้อ 5- 6 -7-9 ห้ามแก้ไขและยกเลิก

admin
Offline
Joined: 09/04/2011 - 16:45
http://youtu.be/I52UmNghGj4
admin
Offline
Joined: 09/04/2011 - 16:45
และเนื่องจากในขณะนี้

และเนื่องจากในขณะนี้ เทศบาลนครหาดใหญ่ มีโครงการจะสร้างรถไฟฟ้า Monorail ในสวนสาธารณะ ซึ่งก็เป็นโครงการที่ดี โครงการหนึ่ง

แต่การที่เอางบไปสร้างโมโนเรล ในสวนสาธารณะนั้น มีลักษณะที่เรียกว่า ใช้งบที่คุ้มค่า แต่ยังไม่คุ้มค่าที่สุด

เนื่องจากว่า การสร้างรถไฟฟ้าในสวนสาธารณะนั้น จะส่งผลดีในมุมมองของการท่องเที่ยวเพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่ในด้านการขนส่งมวลชน แทบไม่มีผลใดๆต่อเมืองหาดใหญ่เลย

 

อีกด้าน ในมุมมองของนักธุรกิจในเมืองหาดใหญ่ โดยเฉพาะในย่านใจกลางเมือง หรือดาว์เทาว์ ในบริเวณ ถนนนิพัทธุ์อุทิศ1,2,3 บริเวณตลาดกิมหยง และหน้าหอนาฬิกา ต่างบ่นกันเป็นเสียงเดียวว่า ยอดขายของ และนักท่องเที่ยวลดลง


ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น ก็ได้รับคำตอบว่า ย่านใจกลางเมืองกำลังเจอกับคู่แข่งที่สำคัญคือ ห้างขนาดใหญ่โดยรอบ เช่น บิ๊กซี โลตัส แม็คโคร คาร์ฟูร์ ไดอาน่า อีกทั้งยังเจอคู่แข่งสำคัญที่ตลาดเปิดท้ายขายของหาดใหญ่ และบริเวณแหล่งธุรกิจอาเซียนเทรด ที่เติบโตรวดเร็วมาก
และโรงแรมดังใจกลางเมืองยังต้องแข่งกับศูนย์ประชุมนานาชาติที่ มอ.หาดใหญ่ ที่แย่งลูกค้าพวกงานอีเว้นท์ ไปเป็นจำนวนมากในแต่ละปี

เหตุผลที่ใจกลางเมืองเริ่มที่จะแข่งขันไม่ได้ จากคำบอกกล่าวของลูกค้าได้ใจความว่า ใจกลางเมืองรถติด เข้าถึงได้ยาก อีกทั้งไม่มีที่จอดรถ
นี้ยังไม่รวมคู่แข่งอีกเมืองที่ดึงลูกค้า(เฉพาะกลุ่ม)ของหาดใหญ่ไปอีก นั้นคือด่านนอก
ดังนั้นจุดขายในอดีตที่หาดใหญ่เคยขายได้จึงควรหมดไป และก็ไม่ควรส่งเสริมจุดขายเดิมๆขึ้นมาอีก แต่ควรมองไปที่จุดขายใหม่ นั้นก็คือ หาดใหญ่เป็นศูนย์กลางการประชุม งานอีเว้นท์ การศึกษา การรักษาพยาบาล การคมนาคม การท่องเที่ยวซึ่งจะต้องเชื่อมโยงกับสงขลา จุดขายแบบใหม่นี้ จะสร้างความหยั่งยืนได้มากกว่าจุดขายแบบเดิมอย่างมาก

เมื่อสร้างจุดขายใหม่ของหาดใหญ่ได้แล้ว หาดใหญ่จะรักษาย่านใจกลางเมืองได้อย่างไร เมื่อเจอทั้งคู่แข่งในหาดใหญ่เอง และจากนอกหาดใหญ่(ด่านนอก) และจุดขายที่เริ่มจะขายไม่ออกพร้อมๆกัน ย่านใจกลางเมืองที่มีทั้งโรงแรม ห้าง และร้านค้า จะต้องทำอย่างไร
นักธุรกิจในใจกลางเมืองต่างก็บอกว่า ปัญหาจริงๆของใจการเมืองก็คือการเข้าถึงได้ยาก และรถติด อีกทั้งไม่มีที่จอดรถอีก เพราะลักษณะเด่น(หรือด้อย)ของหาดใหญ่ก็คือเมืองไปอัดแน่นหนากันอยู่ตรงกลาง(รักกันจริงๆ) จะแก้ปัญหานี้ได้อย่างไร คำตอบที่ตอบตรงกันก็คือ ควรหาระบบขนส่งมวลชนดีๆขนคนเข้าซิ้อของไปสิ
ระบบขนส่งมวลชนดีๆ ทุกคนก็ต้องนึกออกว่ามันก็คือรถไฟฟ้านั่นเอง คงไม่มีใครนึกถึงรถตุ๊กๆแน่นอน แต่ปัญหามันมีอยู่ว่า หาดใหญ่ตามความเป็นจริง ไม่ได้มีขนาดใหญ่พอที่จะสร้างรถไฟฟ้าได้

หาดใหญ่มีประชากร 157,992 คน แต่ในกรุงเทพฯ มีประชากร 5,713,027 คน ต่างกันราวฟ้ากับเหว


นี้ยังไม่รวมประชากรแฝงในกรุงเทพฯ ที่คาดว่ามีประมาณ 5 ล้านคน และในเขตปริมณฑลของกรุงเทพอีก ประมาณ 10 ล้านคน สรุปว่ามีคนอยู่ตรงนั้น 20 ล้านคน!!!
ท่านอ่านไม่ผิดหรอก 20 ล้านคนจริงๆ และความจริงที่โหดร้าย ขนาดประชากรเยอะขนาดนี้ กรุงเทพยังมีรถไฟฟ้าจริงๆแค่ 3 สายเท่านั้นเองในปัจจุบัน

อ่านข้อมูลนี้แล้วก็นึกขำขึ้นมา เมื่อมีคนมาบอกว่า หาดใหญ่กำลังจะมีรถไฟฟ้าในอีกไม่ช้า ซึ่งในฐานะนักวิชาการบอกได้เลยว่ายาก 


จะพอมีลุ้นอยู่บ้างก็ ระบบขนส่งมวลชนหาดใหญ่-สงขลา หรือเส้นทางรถไฟสายเก่า ที่มีโครงสร้างพื้นฐานอยู่แล้ว
เพราะหาดใหญ่มีประชากร 157,992 คน สงขลามีประชากร 72,671 คน และขณะนี้ สนข.กำลังศึกษาความเป็นไปได้อยู่


แต่ก็อย่าเพิ่งตั้งความหวังมาก เพราะในอดีต สนข. มีผลการศึกษาเยอะมาก (จริงๆนะ)

ระบบขนส่งมวลชนหาดใหญ่-สงขลา ต้องเผชิญหน้ากับการแข่งขันกับถนนสาย 414 และ 407 ซึ่งเป็นเส้นทาง 4 เลน ที่สะดวก สบาย อีกทั้ง สาย 414 ยังสามารถขยายเพิ่มได้เป็น 8 เลนอีก
จากข้อมูลตรงนี้ ต้องบอกว่าระบบขนส่งมวลชนหาดใหญ่-สงขลานั้น อาจจะมีโอกาสเกิดได้ แต่คงต้องรอไปอีกซักพัก(ซักพักใหญ่ๆๆๆๆๆๆ) 10 ปี

และระบบขนส่งมวลชนหาดใหญ่-สงขลานั้น ก็เป็นการขนส่งระหว่างเมือง ไม่ได้มีผลต่อการจราจรในหาดใหญ่มากนัก แล้วธุรกิจใจกลางเมืองจะทำอย่างไรดี

และสืบเนื่องจาก เทศบาลนครหาดใหญ่ กำลังมีโครงการสร้างถนนเศรษฐกิจเส้นใหม่ที่ถนนราชยินดีหรือ 30 เมตร และการเอาสายไฟฟ้าลงดินที่ถนนเพชรเกษม อีกทั้งมีโครงการรถไฟฟ้าโมโนเรลที่สวนสาธารณะอีก (จะทำตามเชียงใหม่ว่างั้นเหอะ)

ดั้งนั้น นักธุรกิจหาดใหญ่ส่วนหนึ่งจึงได้คิดกันว่า ทำไมเราถึงไม่เปลี่ยนแนวคิดโมโนเรลชมสวน ชมลิง ชมนก ชมต้นไม้ ในสวนสาธารณะ มาเป็น "โมโนเรลชมเมือง" ซะละ
จากแนวคิด “โมโนเรลชมเมือง” นี้ ก็เป็นที่สนใจ เพราะนอกจากจะนั่งโมโนเรลชมเมืองเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวแล้ว ยังช่วยระบบขนส่งมวลชนขนาดเล็กไปในตัว
อีกทั้ง รถไฟฟ้ายังเป็นสัญลักษณ์ความเจริญของเมืองๆหนึ่งด้วย และเป็นหน้าเป็นตาของเมืองอย่างมากแม้จะเป็นเพียงสายสั้นๆก็ตาม 

อีกทั้งโมโนเรลเส้นนี้จะกลายเป็นรถไฟฟ้าโมโนเรลวงแหวนชั้นในสุดของเมืองหาดใหญ่ต่อไปในอนาคต และโมโนเรลเส้นนี้สามารถเชื่อมเขตเศรษฐกิจใหม่ที่ราชยินดีและที่สาย1,2,3 เข้าด้วยกัน อีกทั้งถนนเพชรเกษม และศรีภูวนาถก็มีความสำคัญมากเช่นกัน

แต่ก็มีคนทักท้วงว่า "โมโนเรลชมเมือง" มันจะไม่ตลกไปหน่อยหรือ
และแน่นอนก็มีคนออกมาบอกว่า งั้นเราก็ลงทุนสร้างโครงสร้างรางของโมโนเรลแบบจริงๆให้สอดรับกับการขนส่งมวลชนในอนาคตไปเลยสิ แต่เอารถโมโนเรลมาวิ่งตู้เดียวพอ และทำเป็นสายสั้นๆในใจกลางเมือง 


นั้นคือตัวโครงสร้างราง สร้างแบบรองรับการขนส่งมวลชนไปเลย โดยระยะแรกสร้างเป็นสายสั้นๆ 2กิโลเมตร จากหน้าหอนาฬิกาผ่านใจกลางเมืองไปถึงไดอาน่า ระยะที่ 2 อีก 4 กิโลเมตร สร้างต่อเป็นวงกลมผ่านราชยินดี 30เมตร เพชรเกษม วงเวียนน้ำพุ จบที่หน้าหอนาฬิกา กลายเป็นวงแหวนชั้นในรถไฟฟ้าโมโนเรลในอนาคตของเมืองหาดใหญ่

แนวความคิด "โมโนเรลชมเมือง" เป็นที่อือฮามาก โดยมีการเสนอให้สร้างรางโมโนเรลจริงๆระยะทาง 2 กิโลเมตร จากหน้าหอนาฬิกาหาดใหญ่ วิ่งตรงไปที่โรงแรมวีแอล เข้าสาย 2 สร้างสถานีที่เซ็นทรัล หรือไม่ก็ลีกาเด้น จากนั้น ออกไปทางศรีภูวนาถ ไปสิ้นสุดที่ไดอาน่า วนกลับไปกลับมา
ส่วนรถไฟฟ้าโมโนเรลที่จะนำมาวิ่ง จะมีวิ่งเพียงตู้เดียว เพื่อเป็นสัญลักษณ์ของเมือง และสัญลักษณ์ความเจริญเท่านั้น(สร้างภาพชัดๆ)

เมื่อพูดถึงการสร้างสัญลักษณ์ของความเจริญ แนวคิดนี้น่าจะมาจากประเทศมาเลเซีย ที่มีการสร้างสัญลักษณ์ของความเจริญแบบนี้ค่อนข้างมาก เช่นหอคอยที่สูงที่สุดในโลก ตึกที่สูงที่สุดในโลก เสาธงที่สูงที่สุดในโลก ฯลฯ พูดง่ายๆก็คือการสร้างภาพนั้นแหละ 


แต่ทว่าที่ต่างกันคือ การสร้างภาพครั้งนี้ มันดันสอดรับกับการขนส่งมวลชนจริงๆในอนาคตของเมืองหาดใหญ่นั้นเอง

ความจริงโครงสร้างรางของโมโนเรลก็ไม่ได้ใหญ่มาก จากรูปเราจะเห็นว่ารางเล็กมาก สามารถสร้างไปตามเกาะกลางถนนหรือ ริมทางเท้าได้ง่าย และที่สำคัญ โมโนเรล ไม่ได้แพงอย่างที่คิด นั่นคือประมาณ 100 ล้านบาทต่อกิโลเมตร แต่ถ้าเป็นพื้นที่หาดใหญ่น่าจะไม่ถึง น่าจะอยู่สัก 80 ล้านบาท ต่อกิโลเมตร

โครงการนี้โดยเฉพาะระยะแรก แค่ 2 กิโลเมตร ใช้งบประมาณ 200 ล้าน ในขณะที่กระเช้าลอยฟ้า 400 ล้าน
และในอนาคต สามารถที่จะสร้างโมโนเรลเส้นอื่น มาเชื่อมกับวงแหวนชั้นในได้ เพราะเราได้สร้างตัวรางรองรับเอาไว้แล้ว แม้จะแค่ 2 กิโลเมตรก็ตาม


ซึ่งจะทำให้คนจากหน้าหอนาฬิกา และที่ไดอาน่า เขาตัวเมืองชั้นในได้ง่ายขึ้น(ผลพลอยได้)

โครงการนี้จะเพิ่มความทันสมัยให้กับหาดใหญ่อย่างมากมาย แม้จะแค่ 2 กิโลเมตรก็ตามที

รางเล็กจริงๆนะ

เป็นโมโนเรลของออสเตเรีย สังเกตว่ารางเล็กมาก

นี้ก็รางเล็กแต่ดูทันสมัย เหมาะกับการนั่งท่องเที่ยวชมเมือง

ทำตัวรางแบบนี้ก็ดีนะ 

ตัวรางก็ไม่ใหญ่มากเกิน สร้างรับการขนส่งในอนาคต แต่ปัจจุบันใช้เพื่อการท่องเที่ยวไปก่อน หากไม่สร้างก่อนพอบทจะสร้างอาจจะสร้างไม่ได้แบบกรุงเทพฯก็ได้นะ

เอามาให้ดูหลายแบบ โมโนเรลเหมาะกับเมืองหาดใหญ่มาก

 

ไต่ไปตามริมคลองเตยยังได้เลย

อันนี้แบบสี่เหลี่ยม

อันนี้ของมาเลเชีย มาเลเชียทำเองใช้เองแล้วนะ เก่งวุ้ย

และแน่นอนก็มีคำถามอีกว่า ทำ 2 กิโลเมตรแล้วมันจะคุ้มทุนหรือไม่ 

คำตอบคือ ไม่คุ้มแน่นอน (โมโนเรลชมสวนก็อย่าคิดว่าคุ้มนะ เผลอๆโมโนเรลชมเมืองจะคุ้มกว่าด้วยซ้ำ) แต่อย่างลืมว่า ตัวโครงสร้างรางเราได้ออกแบบเผื่อการขนส่งมวลชนจริงๆเอาไว้แล้ว แต่ตัวรถเราเอาแค่เชิงท่องเที่ยวชมเมืองก่อนก็ได้ แถมขนส่งมวลชนนิดๆหน่อยๆแค่นั้นเอง
แล้วก็มีคำถามอีกว่า แล้วตัวรถและระบบจะเอามาจากไหน

คำตอบง่ายมาก เพราะแม้ตัวโครงสร้างรางจะเป็นโมโนเรลจริงๆ แต่ตัวรถ เราใช้เพื่อการท่องเที่ยวเท่านั้น และขนส่งคนขนาดเล็กเท่านั้นได้ด้วย ระบบจึงไม่ได้ซับซ้อนมากอย่างที่คิด

 

ซึ่งในสวนสัตว์เชียงใหม่ได้พัฒนาระบบโมโนเรลเพื่อการท่องเที่ยวขึ้นมาแล้ว แม้จะดูไม่สวยงามแต่ก็สามารถปรับรูปร่างได้ให้ดูทันสมัยได้

ซึ่งทีมพัฒนาก็เป็นคนไทยทั้งหมด

ทำงานกันใหญ่

รถโมโนเรลเพื่อการท่องเที่ยวคนไทยก็ทำได้ไม่แพ้มาเลเซีย


สรุป 

หลักคิดในเรื่องนี้คือ ขนคนเข้าไปท่องเที่ยว และซื้อของในเขตใจกลางเมือง โดย สร้างรางโมโนเรลมาตรฐาน ตามงบที่จำกัด ปีละ 1-2 กม. สะสมไปทุกปี จนครบวงชั้นใน 

ในระยะแรก จะมีโมโนเรลเชิงท่องเที่ยวและขนส่งมวลชนขนาดเล็ก ที่ตัวรถสร้างแบบง่ายๆ วิ่งให้บริการ เป็น "โมโนเรลชมเมือง" และ "ขนส่งมวลชนขนาดเล็ก" จนเมื่อ สร้างรางจนครบวง ก็จะกลายเป็น โมโนเรลใช้ในการขนส่งมวลชนจริงๆ ซึ่งเทศบาลจะมีรายได้จากการลงทุนครั้งนี้อีกมากในอนาคต

หรือแม้แต่ เอกชนในย่านใจกลางเมืองจะร่วมลงทุนกับเทศบาล ก็จะเป็นผลดีต่อ ธุรกิจย่านใจกลางเมืองเอง

รายงานความคืบหน้าล่าสุดขอโมโนเรล หาดใหญ่ ไปต่อที่ลิงค์ข้างล่างนี้

admin
Offline
Joined: 09/04/2011 - 16:45
 
 

ปัดฝุ่นแนวคิด‘ขุดคอคอดกระ’ล้านๆบาท 338ปีแห่งความฝัน-เราต้องแลกอะไร?

ทีมข่าว TCIJ 30 สิงหาคม 2558
 
ภาพจาก International Institute of Marine Surveying
 
ภาพจาก International Institute of Marine Surveying
‘โครงการขุดคอคอดกระ’ อีกหนึ่งฝัน (ค้าง) อันยิ่งใหญ่ของประเทศไทย TCIJ พบว่ามีแนวคิดมาตั้งแต่ปี 2220 จนมาถึงปี 2558 ผ่านการกดดันการเมืองทั้งในและนอกประเทศมาตั้งแต่ยุคล่าอาณานิคม แต่ยากจะเป็นไปได้จริง เพราะลงทุนสูง-ไม่คุ้มค่า และแทบจะเป็นไปไม่ได้แล้วในยุคที่คนไทยไม่ต้องการโครงการขนาดใหญ่ที่ประชาชนไม่มีส่วนร่วม อย่างในปัจจุบัน

TCIJ สืบค้นเอกสารต่าง ๆ พบว่าแนวคิดในการขุดคลองผ่านคอคอดกระ  เริ่มมีมาตั้งแต่สมัยอยุธยา ในปี พ.ศ.2220 ใน  รัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระนารายณ์มหาราช โดยวิศวกรชาวฝรั่งเศสได้ทำการสำรวจภูมิประเทศและลงความเห็นว่าอาจปรับเส้นทางน้ำที่มีอยู่แล้วทะลุไปตะนาวศรีและมะริดได้  ซึ่งเป็นแนวความคิดแรกในการสร้างทางน้ำเชื่อมระหว่างทะเลทั้งสองภูมิภาคในพื้นที่ภาคใต้ของประเทศไทย  ต่อมามีความพยายามของอังกฤษ ฝรั่งเศส และญี่ปุ่นในการที่เข้ามาทำการสำรวจโครงการขุดคอคอดกระหลายครั้งในยุคล่าอาณานิคม จนถึงก่อนยุคหลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 นอกเหนือจากประเด็นเรื่องงบประมาณและความเป็นไปได้ของโครงการแล้ว ก็ยังมีแรงกดดันเรื่องความกลัวการเสียดินแดนหรือการแบ่งแยกดินแดน ทำให้โครงการนี้ไม่สามารถเกิดขึ้นจริง

นอกจากนี้นักการเมืองทั้งมีอำนาจและหมดอำนาจ ก็มักจะเสนอประเด็นการขุดคอคอดกระนี้เรียกความนิยมของตน เช่นนายปรีดี พนมยงค์, พล.ท.หาญ ลีลานนท์, นายสมัคร สุนทรเวช และ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ เป็นต้น  รวมถึงคณะ กรรมาธิการสภาผู้แทนราษฎรกับวุฒิสภาก็เคยมีการศึกษาเรื่องนี้มาแล้วหลายสมัย แต่กระนั้นเรื่องก็เงียบไปและกลับมาใหม่ วนเวียนอยู่เช่นนี้

ช่วงหลังปี 2540 ในช่วงที่ประเทศไทยเกิดปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจ โครงการขุดคอคอดกระก็ถือเป็นอีกหนึ่งความฝันในการพลิกฟื้นเศรษฐกิจของประเทศ มีความพยายามรื้อฟื้นเรื่องคอคอดกระมาอีก แต่โครงการก็ถูกพับไปเนื่องมาจากความเป็นไปได้ของการดำเนินโครงการแทบจะไม่มีเลย เนื่องจากใช้งบประมาณมหาศาล และหลังจากรัฐบาลไทยรักไทยเข้ามาบริหารประเทศระหว่างปี 2544-2549 ก็ให้น้ำหนักกับโครงการ “แลนด์บริดจ์” มากกว่าโครงการขุดคลองผ่านคอคอดกระ ทำให้โครงการคอคอดกระแทบไม่ถูกหยิบยกขึ้นมาพูดถึงอย่างจริงจังอีกเลย

ภาพที่สำนักข่าวออนไลน์หลายแห่งรายงานอ้างว่า พลเอก ชวลิต ยงใจยุทธ
และ China-Thailand Kra Infrastructure Investment & Development
ลงนามร่วมกันใน MOU โครงการขุดคอคอดกระที่กว่างโจว ประเทศจีน เมื่อวันที่ 15 พ.ค. 2558

และในปี 2558 นี้ ข่าวเรื่องการขุดคอคอดกระก็กลับมาเป็นกระแสอีกครั้งหลังมีรายงานข่าวจากสื่อออนไลน์อ้างว่า จีนและไทยได้มีการลงนาม MOU ให้มีการศึกษาโครงการขุดคอคอดกระ ที่กว่างโจว ประเทศจีน เมื่อวันที่ 15 พ.ค. 2558 โดยมีรูป พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตนายกรัฐมนตรี ร่วมลงนามเผยแพร่ไปตามสังคมออนไลน์นั้น ซึ่งต่อมาโฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีนแถลงข่าวอย่างเป็นทางการปฏิเสธรายงานข่าวนี้  ระบุว่ารัฐบาลจีนไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ กับการลงนามใน MOU ดังกล่าว รวมทั้งเอกอัครราชทูตไทยประจำกรุงปักกิ่งและอัครราชทูตที่ปรึกษาพาณิชย์ก็ได้ปฏิเสธว่ารัฐบาลไทยไม่มีความเกี่ยวข้องกับการลงนามใน MOU ดังกล่าวเช่นกัน และภายหลังจากนั้น พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ เองก็ได้ออกมาแถลงข่าวปฏิเสธเรื่องการร่วมลงนาม MOU นี้ด้วยเช่นกัน

(ดูเพิ่มเติม – จับตา: ไทม์ไลน์แนวคิดขุดคอคอดกระ พ.ศ. 2220-2558)

ผลการศึกษาหลักที่เกี่ยวข้อง

ข้อมูลจาก รศ.ดร. สถาพร เขียววิมล คณะวิศวกรรมศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ ที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการขุดคอคอดกระ (คลองไทย) วุฒิสภา ระบุว่าแนวความคิดในการขุดคอคอดกระมีการนำเสนอและปรับเปลี่ยนตลอดเวลา มาจนถึง ณ เวลานี้ มีอยู่ด้วยกัน 12 แนว ซึ่งการศึกษาในเรื่องนี้จะต้องพิจารณามิติต่างๆ เช่น ด้านความอิสระในการบริหารคลองของประเทศ, ด้านเศรษฐกิจของประเทศ, ด้านยุทธศาสตร์ทางทหาร, ด้านสังคมและสิ่งแวดล้อม และด้านวิศวกรรมศาสตร์  เป็นต้น

เส้นทางขุดคอคอดกระ 12 แนว (ที่มา: กรอบการพิจารณาแนวขุดคลองไทย (คอคอดกระ),
รศ.ดร. สถาพร เขียววิมล คณะวิศวกรรมศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ
ที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการขุดคอคอดกระ (คลองไทย) วุฒิสภา)

ทั้งนี้เมื่อแยกข้อเสนอในการขุดคอคอดกระที่มีการบันทึกไว้อย่างเป็นระบบและมีความน่าเชื่อถือ  โดยหน่วยงาน องค์กร และแนวต่างๆ ที่สำคัญตั้งแต่ปี พ.ศ. 2516-2548 สรุปแนวโน้มที่น่าจะมีความเป็นไปได้มากที่สุดคือแนว 5A (จากการศึกษาของบริษัท TAMS) และแนว 9A (จากการศึกษาของคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการขุดคอคอดกระ (คลองไทย) วุฒิสภา ชุดปี 2544 ศึกษาแล้วเสร็จในปี 2548

การศึกษาและข้อเสนอหลักๆ ในการขุดคอคอดกระ (ที่มาประมวลจาก: รายงานผลการวิจัย
การศึกษาความเป็นไปได้ด้านการพาณิชย์ และด้านกายภาพของการขุดคอคอดกระ ส่วนที่ 1 :
ส่วนการศึกษาด้านกายภาพ, สุจริต คูณธนกุลวงศ์, 2542 และรายงานของคณะกรรมาธิการวิสามัญ
เพื่อศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการขุดคอคอดกระ (คลองไทย) วุฒิสภา 2548 )

การศึกษาของบริษัท TAMS เสนอขุดแนว 5A

เมื่อมีประเด็นโครงการขุดคอคอดกระขึ้นมาครั้งใด ในอดีตหลายๆ รัฐบาลมักจะหยิบผลการศึกษาของการศึกษาของบริษัท  Tippetts-Abbett-McCarthy-Stratton หรือ TAMS ขึ้นมาดูก่อนเป็นอันดับแรก โดยผลการศึกษานี้ถือว่าเป็นผลการศึกษาเรื่องการขุดคอคอดกระที่เป็นระบบมากที่สุดครั้งแรกของประเทศไทย (และอาจจะจวบจนถึงทุกวันนี้)  ซึ่งได้นำเสนอต่อรัฐบาลในช่วงปี พ.ศ. 2516 โดย TAMS ได้ทำการศึกษา 10 แนว โดยระบุว่า แนว 5 A มีความเป็นไปได้มากที่สุด ในการขุดคลองช่องทางเดียวขนาดความลึก 33.5 ม. กว้าง 490 ม. ยาว 107 กม. สามารถให้เรือขนาด 500,000 ตัน (หรือ 250,000 ตัน) แล่นผ่านได้ โดยใช้วิธีขุดแบบปกติหรือใช้นิวเคลียร์บางส่วน  ปากคลองสามารถพัฒนาท่าเรือและอุตสาหกรรมทั้งสองด้านของท่าเรือให้เป็นศูนย์กลางขนถ่ายในภูมิภาคใกล้เคียงได้ โดยประมาณการงบประมาณไว้ที่ 22,480 ล้านดอลลาร์สหรัฐอเมริกา (ตามค่าเงินในขณะนั้น) และข้อเสนอนี้สภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ได้นำมาประมวลผลศึกษาและคำนวณค่าใช้จ่ายใหม่ในปี 2541 พบว่ามูลค่าการลงทุนจะสูง 500,000-810,000 ล้านบาท (ตามค่าเงินในขณะนั้น)

แผนที่แนวขุดคอคอดกระจากการศึกษาของ TAMS (ที่มา: รายงานผลการวิจัย การศึกษาความเป็นไปได้ด้านการพาณิชย์ และด้านกายภาพของการขุดคอคอดกระ ส่วนที่ 1 : ส่วนการศึกษาด้านกายภาพ, สุจริต คูณธนกุลวงศ์, 2542)

ตารางเปรียบเทียบแนวขุดคอคอดกระจากการศึกษาของ TAMS (ที่มา: รายงานผลการวิจัย การศึกษาความเป็นไปได้ด้านการพาณิชย์ และด้านกายภาพของการขุดคอคอดกระ ส่วนที่ 1 : ส่วนการศึกษาด้านกายภาพ, สุจริต คูณธนกุลวงศ์, 2542)

คณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการขุดคอคอดกระ (คลองไทย) วุฒิสภา ชุดปี 2543 เสนอขุดแนว 9A (เสนอรายงานเมื่อปี 2548)

คณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการขุดคอคอดกระ (คลองไทย)
วุฒิสภา สำรวจเส้นทาง 9A เมื่อปี 2545

เส้นทางขุดคลองไทย (หรือแนว 9A) ผ่านจังหวัดกระบี่ จังหวัดตรัง จังหวัดพัทลุง จังหวัดนครศรีธรรมราช จังหวัดสงขลา โดยขุดคลองเชื่อมระหว่างฝั่งทะเลอันดามันและฝั่งอ่าวไทย ความยาว 120 กิโลเมตร ลึก 35 - 40 เมตร ลักษณะเป็นคลองคู่ขนาน ไปหนึ่งคลอง/กลับหนึ่งคลอง ความกว้างประมาณ 300 – 350 เมตร จุดกลับเรือกว้าง 500 เมตร ซึ่งเส้นทาง 9A จะตัดผ่านพรุควนเคร็งซึ่งมีทะเลสาบซึ่งตามหลักวิชาการแล้วทะเลสาบจะช่วยลดแรงกระแทกจากคลื่นสูงๆ ของเรือ

ทั้งนี้หลักการและเหตุผลในการสร้าง 2 คลองเพื่อต้องการรองรับเรือขนาด 500,000 ตัน ส่วนใหญ่เป็นเรือขนน้ำมันมีความกว้าง 60-80 เมตร ลึก 30-35 เมตร เรือกินน้ำลึกต้องสร้างคลองเผื่อไว้ เพราะถ้ามีคลองเดียวเมื่อเกิดอุบัติเหตุเรือแตกและจอด สามารถเปลี่ยนมาใช้คลองเดียวร่วมกันได้

ค่าใช้จ่ายในการขุดคลองไทยและการลงทุนเงินสำหรับค่าขนดินประมาณ 4,000 ล้านลูกบาศก์เมตร เป็นเงิน 600,000 ล้านบาท ค่าก่อสร้างสะพาน 3 สะพาน และอุโมงค์ 2 อุโมงค์ เป็นเงิน 50,000 ล้านบาท เงินที่ใช้ในการก่อสร้างทั้งหมดเกือบจะเป็นเงินบาทที่ใช้ในประเทศไทยทั้งสิ้น เช่น เป็นค่าแรงงาน ค่าวัตถุดิบ เช่น หิน ปูน เหล็กเป็นวัตถุดิบที่ผลิตได้ในประเทศ 70% ส่วนเงินที่ใช้เป็นเงินดอลลาร์ คือ ค่าน้ำมันเชื้อเพลิง ค่าเครื่องจักรเท่านั้น เพราะฉะนั้น ถือเป็นการสร้างงานและเป็นเงินหมุนเวียนภายในประเทศ ดังนั้น ค่าก่อสร้างทั้งหมดโดยประมาณการคร่าวๆ คิดเป็นเงินประมาณ 650,000 ล้านบาท

ในด้านวิธีการสร้างคลองไทยนั้นให้บริษัทที่มีเครื่องมือทันสมัยในประเทศไทยขุดคลองไทย ระยะ 120 กิโลเมตร จำนวน 120 บริษัท โดยรับผิดชอบบริษัทละ 1 กิโลเมตร จำนวนเงินกิโลเมตรละ 5,000 ล้านบาท ขุดคลองพร้อมกันทุกจุดรวมระยะเวลา 5 ปี ขุดได้สำเร็จแต่จำเป็นต้องมีการบริหารจัดการที่ดีเหมือนกันทุกกิโลเมตรและมีมาตรฐานเดียวกัน

ข้อวิจารณ์โครงการคอคอดกระ

โครงการขุดคอคอดกระนั้น  ประเทศที่น่าจะได้ประโยชน์มากที่สุดน่าจะเป็นประเทศจีน  เพราะช่วยร่นระยะเวลาในการขนส่งน้ำมันจากตะวันออกกลางไปประเทศจีน ซึ่งเรือบรรทุกน้ำมันจะมาใช้บริการมากที่สุด ขณะที่ประเทศอื่นจะไม่ได้ประโยชน์มากจากการร่นระยะเวลา 1-2 วัน

คอคอดกระจะสามารถร่นระยะเวลาเดินทางอ้อมแหลมมลายูได้เพียง 1-2 วัน ซึ่งหากเปรียบเทียบ กับคลองสุเอซและคลองปานามาช่วยเรือร่นระยะทางได้ถึง 10,000  กิโลเมตร เทียบเป็นระยะเวลาประมาณ 7 วัน ในด้านต้นทุนการเดินเรือนั้น ขณะที่เรือวิ่งผ่านคอคอดกระนั้นเรือต้องลดความเร็วลงมาจาก 15 นอต (27 กิโลเมตรต่อชั่วโมง) ลงเหลือไม่เกิน 12  นอต (21 กิโลเมตรต่อชั่วโมง) เพราะฉะนั้นเวลาที่ร่นได้จริงจะลดลงมาอีกจากเวลาที่เสียไปในขณะผ่านคอคอดกระ นอกจากนี้ขณะที่แล่นผ่านคลองเรือส่วนใหญ่ ต้องเปลี่ยนจาก FUEL OIL มาเป็นน้ำมันดีเซล ซึ่งมีต้นทุนแพงกว่ากันเป็นเท่าตัว

และเมื่อเฉพาะเจาะจงข้อเสียของการขุดแนว 5A และ 9A ก็พบว่ามีดังต่อไปนี้ แนว 51. อยู่ใกล้ชายแดนมาเลเซีย ทำให้มาเลเซียสามารถพัฒนาอุตสาหกรรม โดยไม่ต้องลงทุนขุดคลอง และมาเลเซียจะได้ประโยชน์มากกว่าประเทศไทย เพราะแนวคลองอยู่ใกล้เมืองอลอสตาร์ และท่าเรือกลางของประเทศมาเลเซีย (Port Kelang) 2. ปัจจุบันมีความหนาแน่นของประชากรสูงมาก อาจจะมีปัญหาในเรื่องค่าขนย้ายและค่ารื้อย้ายมาก 3. แนวคลองพาดผ่านทะเลสาบสงขลา (ทะเลสาบสงขลาตอนล่าง) อาจจะเกิดกระแสการต่อต้านสูง ดังเช่นในกรณีเดียวกับการวางท่อก๊าซไทย-มาเลเซีย  4. จากการสำรวจข้อมูลด้านธรณีวิทยา พบโพรงหินขนาดใหญ่ประมาณ 11แห่ง บริเวณจังหวัดสตูล  5. แนวคลองอยู่ใกล้ช่องแคบมะละกา ทำให้ไม่ได้ร่นระยะทางการเดินเรือ และ 6. ไม่มีพื้นที่เพียงพอสำหรับการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษและ อุตสาหกรรมต่อเนื่อง

แนว 91. แนว 9A ระยะทางประมาณ 128 กิโลเมตร แนวที่ 2 ยาว 92 กิโลเมตร แนวที่ 5A ยาว 182 กิโลเมตร และแนว ที่ 7A ยาว 185 กิโลเมตร 2. มีเส้นทางพาดผ่านพื้นที่เนินเขาประมาณ 18 กิโลเมตร บริเวณเทือกเขานครศรีธรรมราช       3. แนวคลองพาดผ่านพื้นที่บางส่วนเลี้ยวเข้าพรุควนเคร็ง ถ้าไม่มีการจัดการที่เหมาะสมอาจจะทาให้เกิดปัญหาด้าน สิ่งแวดล้อมได้ และ 4. ไม่สามารถสร้างท่าเรือริมทะเลได้ ต้องพัฒนาพรุควนเคร็งบางส่วนเป็นท่าเรือเคร็ง (Port of Kreng) เพื่อหลบมรสุมด้านอ่าวไทย

ผลกระทบสิ่งแวดล้อม-คนพื้นที่ไม่เอาโครงการใหญ่

จากรายงาน “ผลกระทบของการขุดคลองกระด้านสิ่งแวดล้อม” โดยนักศึกษาหลักสูตรการปฏิบัติการจิตวิทยาฝ่ายอำนวยการรุ่นที่ 92 คณะที่ 4 เสนอต่อสถาบันจิตวิทยาความมั่นคง สถาบันวิชาการป้องกันประเทศ กองบัญชาการทหารสูงสุด เมื่อปี 2546 และจากรายงานวิจัย “การศึกษาความเป็นไปได้ด้านการพาณิชย์และด้านกายภาพ ของการขุดคอคอดกระ ส่วนที่ 3 : ส่วนการศึกษาด้านสิ่งแวดล้อม : รายงานผลการวิจัย;Feasibility study on the Kra Canal : commercial and physical aspects, part 3 : environmental study” โดย เปี่ยมศักดิ์ เมนะเศวต, พิพัฒน์ พัฒนผลไพบูลย์, สมภพ รุ่งสุภา, อานุภาพ พานิชผล เมื่อปี 2542  ได้รายละเอียดเกี่ยวกับผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมที่น่าสนใจดังนี้

การดำเนินการโครงการขุดคอคอดกระทั้งแนว 5A และแนว 9A นอกจากจะผ่านพื้นที่อยู่อาศัยของประชาชนจำนวนมาก ซึ่งหากมีการดำเนินโครงการจริงจะต้องมีการเวนคืนที่ดินและอพยพประชาชนครั้งใหญ่แล้ว ก็ยังจะส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมที่สำคัญอาทิเช่น การแลกเปลี่ยนมวลน้ำด้านอ่าวไทยกับทะเลอันดามัน, ปัญหาการรุกล้ำของน้ำเค็มเข้าไปในแผ่นดิน, ปัญหาการกระจายของตะกอนจากการขุดร่องน้ำ, ปัญหาการทำลายปะการัง สาหร่ายและหญ้าทะเล และปัญหาการบุกรุกป่าชายเลน เป็นต้น โดยปัญหาเหล่านี้จะมีความรุนแรงมากน้อยขึ้นอยู่กับแนวขุด โดยแนวขุดหลักที่มักจะถูกนำ มาพิจารณาอย่างเช่นแนวขุด 5A ก็อาจจะส่งผลกระทบต่อระบบอุทกวิทยาของทะเลสาบสงขลา ส่วนแนว 9A นั้นจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อแหล่งท่องเที่ยวฝั่งอันดามัน แหล่งหญ้าทะเล แหล่งอาศัยของปลาพะยูน  และผลกระทบต่อลุ่มน้ำปากพนัง

เมื่อพิจารณาแนว 5A เป็นหลัก  หากขุดคอคอดกระจะพบผลกระทบด้านอุทกธรณีวิทยาคือระบบน้ำบาดาลในพื้นที่จะถูกทำลาย มีการเปลี่ยนแปลงทั้งด้านปริมาณและคุณภาพ อันเนื่องมาจากน้ำทะเลที่ผ่านคอคอดกระจะไหลเข้ามาในชั้นของน้ำบาดาล ส่วนผลกระทบด้านธรณีวิทยา การขุดคลองตัดผ่านแนวรอยเลื่อนของโลกจะทำให้เกิดผลเสียต่อโครงการ โดยจะเกิดเศษหินและเศษตะกอนหลุดออกมาอย่างรวดเร็วซึ่งจะเป็นการเพิ่มปริมาณตะกอนในแนวคลองอย่างรวดเร็วและน้ำที่ซึมเข้าไปในแนวเลื่อนอาจจะทำให้แนวเลื่อนเกิดการเคลื่อนที่ได้ ส่วนผลกระทบด้านชีวภาพโดยเมื่อพิจารณาแนว 5A เป็นหลักหากขุดคอคอดกระ ความเค็มของน้ำในทะเลสาบสงขลาจะเปลี่ยนแปลงไปทำให้ระบบนิเวศของสัตว์น้ำเปลี่ยนไป โดยสัตว์น้ำทะเลอาจจะมีมากขึ้นส่วนสัตว์น้ำจืดอาจจะสูญพันธุ์ไป

ส่วนผลกระทบด้านชายฝั่งไม่ว่าจะขุดตามแนวใดก็ตาม ทั้งชายฝั่งทะเลด้านอ่าวไทยและด้านอันดามัน หมู่เกาะอาดัง จะทำให้ระบบนิเวศเปลี่ยนไปอันเนื่องมาจากตะกอนที่เกิดจากการขุดคลองจะทำให้น้ำขุ่น ส่งผลให้ปะการังตาย และสัตว์ทะเลไม่มีที่หลบซ่อน ชายหาดทรายกลายเป็นชายหาดโคลน และผลกระทบต่อระบบนิเวศวิทยาบนบกนั้น ในด้านทรัพยากรป่าและสัตว์ป่า เมื่อพิจารณาแนว 5A แนวคลองจะตัดผ่านป่าสงวนแห่งชาติ 7 แห่ง ซึ่งเป็นการทำลายความ สัมพันธ์ของระบบนิเวศ  ซึ่งสภาพป่าดังกล่าวยังเป็นต้นน้ำลำธารของพื้นที่ในบริเวณนั้นด้วย และน้ำเค็มอาจจะทำให้สภาพป่าบริเวณนั้นเปลี่ยนสภาพจากป่าบกหรือป่าดิบชื้น เป็นป่าพรุหรือป่าเสม็ดได้  รวมทั้งจะส่งผลกระทบต่อป่าชายเลนซึ่งเป็นป่าที่เกิดขึ้นตามแนวชายฝั่งทะเลและปากแม่น้ำด้วย  

ซึ่งก็คือผลกระทบต่อประชาชนมากมหาศาล  จนกล่าวได้ว่ามากที่สุดเท่าที่ประเทศไทยเคยมีโครงการขนาดใหญ่ใดๆ

ประเทศไทยภายหลังรัฐธรรมนูญปี 2540 เป็นต้นมา รวมถึงกระแสประชาธิปไตยและข่าวสารไร้พรมแดน  ทำให้ประชาชนตื่นตัวต่อสิทธิและการมีส่วนร่วมในทรัพยากรท้องถิ่น  ไม่ยอมเป็นผู้เสียสละแบกรับแต่ผลเสียของโครงการ  ไม่ว่าขนาดเล็กหรือขนาดใหญ่ทั้งภาคเอกชนและภาครัฐ  จึงถูกต่อต้านจากคนในพื้นที่จากเหนือจรดใต้  มีตัวอย่างให้เห็นตั้งแต่โครงการโรงไฟฟ้าพลังความร้อนจากถ่านหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ ที่มีการต่อต้านมาตั้งแต่ปี 2540 จนมาถึงกรณีล่าสุด 2558 นี้  ก็คือการต่อต้านโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินและท่าเทียบเรือขนส่งถ่านหิน จังหวัดกระบี่  จึงเป็นไปได้ว่าโครงการขุดคอคอดกระ หากจะเกิดขึ้น  จะต้องเผชิญกับปัญหาการต่อต้านคัดค้านอย่างใหญ่หลวง

 

อ่าน 'จับตา': “ไทม์ไลน์แนวคิดขุดคอคอดกระ พ.ศ. 2220-2558”  
http://www.tcijthai.com/tcijthainews/view.php?ids=5761

 

admin
Offline
Joined: 09/04/2011 - 16:45
(ไม่มีชื่อ)

ทุ่มล้านล้าน!! จีนลุยเมกะโปรเจค 'ขุดคอคอดกระ' พร้อมออกเงินศึกษา-ก่อสร้าง (ชมคลิป)

สถานีโทรทัศน์ซีซีทีวี สื่อทางการของรัฐบาลจีนเผยแพร่รายงานพิเศษเรื่องเส้นทางสายไหมสู่อนาคต ตอนที่ 2 (Silk Road to the Future) โดยตอนนี้เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับการขุดขายคลองกระ เพื่อให้เรือเดินสมุทรสามารถตัดผ่านจากมหาสมุทรอินเดียข้ามไปยังอ่าวไทยได้อย่างสะดวก โดยร่นระยะทางได้กว่า 3 วัน



“ทุกวันนี้มีการขนส่งน้ำมันกว่า 16 ล้านบาร์เรลต่อวัน ผ่านช่องแคบมะละกา ซึ่งน้ำมันที่ขนผ่านช่องแคบมะละกานี้คิดเป็นสัดส่วนกว่าร้อยละ 80 ของน้ำมันที่จีนใช้อยู่ในปัจจุบัน จีนต้องการแน่ใจว่ามีทางเลือกและคลองกระถือว่าสอดคล้องกับนโยบาย 1 Belt 1 Road ของจีนที่หวังจะพัฒนาเส้นทางการค้าในเอเชียและโลก” รายงานชิ้นดังกล่าวระบุ



ซีซีทีวีระบุด้วยว่า คลองกระจะถูกสร้างขึ้นในเร็วๆ นี้เพื่อเป็นหนึ่งของการริเริ่มเบลธ์แอนด์โรด (Belt and Road) ที่จะช่วยร่นระยะทางเดินเรือในปัจจุบันจากฝั่งหนึ่งไปอีกฝั่งหนึ่งได้กว่า 1,200 กิโลเมตร จีนกำลังเป็นผู้นำในการทำการศึกษาข้อเสนอเพื่อก่อสร้างและให้เงินสนับสนุนโครงการ



 สื่อทางการจีนอ้างการให้สัมภาษณ์ของนายภักดี ธนะปุระ จากสมาคมวัฒนธรรมและเศรษฐกิจไทย-จีน ว่าโครงการดังกล่าวมีประโยชน์อย่างมาก



 รายงานชิ้นดังกล่าวระบุด้วยว่า ปัจจุบันมีการศึกษา ทางเลือกความเป็นไปได้ในการขุดคอคอดกระจำนวน 13 เส้นทาง โดยเส้นทางที่จะใช้งบประมาณมากที่สุดนั้น ใช้งบสูงถึง 28,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือราว 1 ล้านล้านบาท โดยหากโครงการก่อสร้างดังกล่าวได้รับการอนุมัติให้ดำเนินการจริง ก็ต้องใช้เวลาการก่อสร้างนานถึง 10 ปี พร้อมให้ความเห็นด้วยว่า การขุดคลองกระนั้นอาจมีความสำคัญกับโลกพอๆ กับเมื่อครั้งมีการขุดคลองสุเอซในอียิปต์ และคลองปานามาในปานามา เลยทีเดียว

 

admin
Offline
Joined: 09/04/2011 - 16:45
สโมสร

“ตัวการ” ที่ทำให้ไทยยกเลิก โครงการขุดคอคอดกระ ข้อมูลใหม่สมัยรัชกาลที่ ๕

โครงการขุดคอคอดกระในรัชกาลที่ ๕ เป็นแผนงานปริศนามาถึงทุกวันนี้ ปริศนาว่าทำไมพระเจ้าแผ่นดินไทยทรงอนุญาตให้ทีมงานชาวฝรั่งเศสสำรวจและจัดทำแผนที่พร้อมผลักดันโครงการดังกล่าว แต่แล้วคนในสมัยนั้นกลับหยุดยั้งแผนขุดคลองกระโดยกะทันหันเสียเอง เราไม่รู้เลยว่าปัญหาอะไรที่เป็นอุปสรรค

ขัดขวางการขุดคอคอดกระแต่แรก ทว่า การค้นคว้าครั้งใหม่พบว่าผู้เกี่ยวข้องโดยตรงต่างหากที่คัดค้านมิให้แผนการสำเร็จลงได้


พ.ศ. ๒๕๕๙ ทีมวิศวกรชาวจีนได้ลงพื้นที่สำรวจความเป็นไปได้ในการขุดคลองลัดผ่าน “คอคอดกระ” เชื่อมมหาสมุทรอินเดียเข้ากับทะเลจีนใต้ตามทฤษฎีความร่วมมือ One Belt One Road ของประธานาธิบดีสีจิ้นผิง แห่งจีน ผู้ประกาศนโยบายเส้นทางสายไหมทางทะเล (Maritime Silk Road)

ในการนี้จีนพี่ใหญ่ได้จัดตั้งธนาคารเพื่อการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานแห่งเอเชีย (Asian Infrastructure Investment Bank หรือ AIIB) ขึ้นเพื่อสนับสนุนเมก้าโปรเจ็คต์ของนโยบายดังกล่าว

เพียง ๖ เดือนหลังการก่อตั้งธนาคาร AIIB ก็มีสมาชิกต่างๆ จากทั่วโลกกว่า ๕๐ ประเทศสมัครเข้ามาเป็นสมาชิกทันที ซึ่งนายโมดี้ นายกรัฐมนตรีของอินเดีย ก็รณรงค์ทันทีในฐานะชาติมหาอำนาจแห่งเอเชียให้เกิดการร่วมมืออย่างเปิดกว้างและกระทำอย่างจริงจังเพื่ออนาคตของชาวเอเชียทั้งมวล

หนึ่งในโครงการเจ้ากรรมก็คือให้มีการรื้อฟื้นแผนการขุดคอคอดกระ (Kra Isthmus) ซึ่งอยู่ในประเทศไทยพาดผ่านเส้นทางสายไหมทางทะเลที่สามารถเชื่อมต่อมหาสมุทรแปซิฟิกและมหาสมุทรอินเดียเข้าด้วยกัน เป็นจุดเด่นของการคมนาคมขนส่งสู่สากลที่จะช่วยให้การขยายตัวทางการค้าระดับนานาชาติจะได้เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและสะดวกมากกว่าที่เป็นอยู่ หากไม่ใช้เส้นทางเดิมผ่านช่องแคบมะละกาที่แน่นขนัดด้วยเรือสินค้าและเวลาเดินทางที่เยิ่นเย้ออ้อมคาบสมุทรมลายูซึ่งดำเนินมากว่า ๕๐๐ ปีแล้วโดยไม่มีการเปลี่ยนแปลงเลย(๑)

ซึ่งแน่นอนว่าทั้งจีน อินเดีย และสมาชิกอีก ๕๐ ประเทศรวมทั้งนักธุรกิจไทยกลุ่มหนึ่งเห็นดีเห็นงามด้วย โดยให้เหตุผลว่าจะเป็นความหวังและอนาคตของชาวเอเชียไม่น้อยไปกว่าชาวโลก

สิ่งที่ประวัติศาสตร์ซ้ำรอยคือ ความกดดันใหม่ต่อรัฐบาลไทยและชาวไทย ส่วนใหญ่ที่ยังลังเลกับความคิดนี้ เนื่องจากคอคอดกระไม่ใช่เรื่องใหม่เลย แต่เป็นความกดดันเก่าที่เคยสร้างพิษสงต่อการประเมินสถานการณ์ของผู้นำสยามในสมัยรัชกาลที่ ๕ มาแล้วในช่วง ค.ศ. ๑๘๘๑-๘๒ หรือเมื่อ ๑๓๕ ปีที่ผ่านมา(๒)

ในสมัยนั้นความกดดันเกิดขึ้นจากการแข่งขันเพื่อช่วงชิงผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจระหว่างชาติมหาอำนาจยุโรปประกอบด้วยอังกฤษและฝรั่งเศสเป็นหลัก แต่ในสมัยนี้ความกดดันเกิดจากฉันทามติของประชาคมโลก ๕๐ กว่าประเทศต่อเจ้าของพื้นที่ดั้งเดิมคือชาวสยาม

บทความนี้เกิดขึ้นเพื่อวิเคราะห์วิจัยถึงผลประโยชน์ส่วนรวม ผลพวงและผลลัพธ์ของโครงการคอคอดกระในสมัยรัชกาลที่ ๕ ลงเอยด้วยการที่ผู้นำประเทศสยามยกเลิกความคิดที่จะขุดคลองลัดสายนี้ ปล่อยให้คนไทย (ในอนาคตคือคนรุ่นเรา) เป็นผู้ตัดสินใจกันเองต่อไป อะไรเป็น “ตัวการ” ที่ผลักดันให้บรรพบุรุษของเราตัดสินใจยุติความคิดนี้เมื่อกว่า ๑ ศตวรรษที่แล้ว?


ทีมงานผู้ชำนาญการชาวฝรั่งเศสสำรวจคอคอดกระใน ค.ศ. ๑๘๘๑ และสร้างแผนที่ตามมาตรฐานสากลฉบับแรกของบริเวณคลองกระที่จะขุด (ภายในเส้นกรอบ) ก่อนเกิดความขัดแย้งกันเองในคณะนักสำรวจชุดนั้น

ความคิดจะขุดคอคอดกระครั้งแรก

ต้นกรุงรัตนโกสินทร์ (ประมาณรัชกาลที่ ๓) ความคิดเรื่องขุดคอคอดกระเกิดเป็นกระแสขึ้น เริ่มจากชาวอังกฤษก่อน โดยนักสำรวจชาวอังกฤษหลายคนของบริษัทอินเดียตะวันออก (British East India Company) เสนอแนวคิดที่จะหาผลประโยชน์ทางด้านการเดินเรือและเศรษฐกิจของอังกฤษ แต่กัปตันทรีเมนเฮียร์ (Captain G. B. Tremenhere) วิศวกรชาวอังกฤษกลับโต้แย้งว่าการขุดคอคอดกระทำได้ยากเพราะโครงสร้างทางธรณีวิทยาของพื้นที่เป็นหินแข็งพาดผ่านภูเขาหลายลูก ต้องใช้เงินทุนมหาศาลในการขุดเจาะและกินเวลายาวนาน(๑)

ต่อมา นายไรลีย์ (O. Riley) ผู้แทนข้าหลวงอังกฤษเมืองพะโคได้เข้ามาสำรวจคอคอดกระ ใน พ.ศ. ๒๓๙๒ (ค.ศ. ๑๘๔๙) และได้เสนอให้ขุดคลองเชื่อมสาขาของแม่น้ำปากจั่นเข้ากับแม่น้ำชุมพรเพื่อหลีกเลี่ยงพื้นที่ภูเขาพร้อมกับรายงานว่า พื้นที่ดังกล่าวอุดมด้วยทรัพยากรธรรมชาติหลายชนิด เช่น ดีบุก ถ่านหิน ฯลฯ รายงานดังกล่าวทำให้บริเวณคอคอดกระได้รับความสนใจมากยิ่งขึ้น และชาวอังกฤษพยายามที่จะครอบครองมันก่อนคู่แข่งอื่นๆ จากยุโรปเพราะรู้ความตื้นลึกหนาบางของภูมิภาคนี้ดี(๖)

กัปตันริชาร์ด (Captain Richard) เป็นชาวอังกฤษอีกคนหนึ่งที่เข้ามาสำรวจอีกครั้งใน พ.ศ. ๒๓๙๙ และเป็นอีกผู้หนึ่งที่กระตุ้นให้รัฐบาลของตนเห็นความสำคัญของคอคอดกระ เป็นที่น่าสังเกตว่าก่อนหน้ารัชกาลที่ ๔ ของไทย หมายถึงก่อนหน้า พ.ศ. ๒๓๙๔ (ค.ศ. ๑๘๕๑) นั้นเป้าหมายของทางรัฐบาลอังกฤษยังมีเหตุผลทางเศรษฐกิจอยู่เหนือเหตุผลทางการเมือง แต่เมื่อขึ้นรัชกาลที่ ๔ แล้วสถานการณ์เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว เพราะ ๑. อังกฤษเห็นว่าพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงให้ความสำคัญกับฝรั่งมากขึ้นกว่าในรัชกาลก่อนๆ และทรงเกรงใจอังกฤษมากกว่าชาติใดๆ และ ๒. ทรงเชื้อเชิญให้ฝรั่งทุกชาติเข้ามาติดต่อทำสัญญากับสยามอย่างจริงจัง อังกฤษจึงเสนอแนวคิดแบบจู่โจมเรื่องคอคอดกระเพื่อความได้เปรียบก่อนฝรั่งชาติอื่น เหตุผลของอังกฤษเริ่มเปลี่ยนแปลงไปเป็นเหตุผลทางการเมืองเหนือเหตุผลทางเศรษฐกิจ โดยได้จัดส่งนายไวส์ (Mr. H. Wise) แห่งบริษัทลอยด์ (Lloyd Company) เข้ามาเร่งรัดเพราะเห็นว่าคลองนี้จะส่งเสริมแสนยานุภาพของอังกฤษ

ดังนั้น หากพิเคราะห์ดีๆ ก็จะพบว่าเป้าหมายสูงสุดของโครงการขุดคอคอดกระนั้นมิใช่ความต้องการของราชสำนักไทยเลย แต่เป็นแรงกดดันและความต้องการของชาติมหาอำนาจจากตะวันตก ที่มีปัจจัยด้านผลประโยชน์ทางการเมืองและเศรษฐกิจล่อใจอยู่ตั้งแต่ต้น(๖)


แผนที่เส้นทางการเดินทางโดยเรือจากยุโรปผ่านคลองสุเอซ (๑) มาสู่คลองกระ (๒) เพื่อพิชิตตะวันออกไกล (รูปบน) และ (รูปล่าง) แผนที่คอคอดกระที่ถูกสำรวจครั้งแรกในสมัยรัชกาลที่ ๕ ค.ศ. ๑๘๘๑

อังกฤษเป็นชาวตะวันตกชาติแรกที่จู่โจมเข้ามาออกตัวว่าสนใจที่จะขุดคอคอดกระโดยยกแม่น้ำทั้งห้ามาให้รัชกาลที่ ๔ ทรงตระหนักถึงคุณประโยชน์คลองลัดนี้จะมีต่อการค้าและการเดินทางขนส่งระหว่างประเทศ อันจะเป็นการสร้างชื่อเสียงให้พระองค์และประเทศสยามเป็นที่ปรากฏตามนโยบายเปิดประเทศของพระองค์(๑)

นายไวส์ตัวแทนห้างลอยด์แห่งลอนดอนได้เขียนจดหมายเสนอตัวเข้ามาถวายคำแนะนำต่อพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อวันที่ ๑๘ กรกฎาคม ๒๔๐๒ (ค.ศ. ๑๘๕๙) ซึ่งนับว่าเป็นจดหมายทางการฉบับแรกต่อรัฐบาลสยามเกี่ยวกับโครงการนี้

“ถวาย โยสมายิศตี พระบาทสมเด็จพระเจ้ากรุงสยาม พระองค์เอกข้าพเจ้าได้มียศ เมื่อราชทูตของพระองค์ออกไปอยู่ที่เมืองอังกฤษ ความคิดของบริติชกาวแมนต์ ถึงเรื่องอันจะทำคลองทางเรือเดินทะเลแหลมเมืองกระ เพื่อจะให้ทางเมล์ถึงเมืองจีนสั้นเข้า ข้าพเจ้าก็ได้กล่าวด้วยความยินดีเป็นอันมากว่า โยสมายิศตีมีพระทัยเห็นดีด้วยอย่างนั้น ซึ่งจะให้บ้านเมืองของพระองค์มาชิดใกล้เข้ากับอินเดียและยุโรป แต่บัดนี้ดูเหมือนเพราะราคามาก ที่คาดเป็นค่าที่ทำคลองเดินเรือนั้น คนมีทุนไม่มีใจจะจับแล่นเข้าในการสำคัญนั้น แต่เป็นที่คิดอยู่ว่าทางเล็กจะได้ตลอดแหลมนั้น ถ้าโยสมายิศตีพระองค์จะช่วยสงเคราะห์ในการอันนั้นเป็นอันมาก

ใต้อำนาจการเป็นเช่นนี้ ข้าพเจ้ากล้าวางใจว่า โยสมายิศตีพระองค์จะยกโทษซึ่งข้าพเจ้าแต่งเรื่องราวฝากมาถึงพระองค์ ด้วยเห็นแก่พวกที่คิดจะตั้งตัวขึ้นด้วยชื่อสยามเรลเวลกัมปนีเพื่อจะได้รู้ว่าเพียงไหนการซึ่งจะตั้งขึ้นเป็นที่ถูกพระทัยและเพียงไหน โยสมายิศตีพระองค์จะทรงพระกรุณาช่วย จะพระราชทานให้แผ่นดิน หรือจะโปรดให้มีคนทำหรือประการใด

มีความคิดแทรกเข้ามาว่า โยสมายิศตีพระองค์จะไม่ขัดขวาง แต่จะพระราชทานให้แก่เจ้าพนักงานกัมปนีเป็นนิจ คิดเอาราคาแผ่นดินประมาณสัก ๕ ไมล์หรือสักโยชน์หนึ่งทั้งสองข้างทางเล็กนั้น ให้เขามีอำนาจสำเร็จ จะบังคับพื้นแผ่นดินและการแร่ในแผ่นดินนั้นด้วย เมื่อจะให้เจ้าพนักงานกัมปนีนั้นมีกำลังเกลี้ยกล่อมเก็บเงินให้สมแก่การนั้นด้วยเร็วมิให้เนิ่นช้า

ฝ่ายหนึ่งเล่า ถ้าโยสมายิศตีพระองค์จะต้องพระราชประสงค์การแห่งพวกแอนไชนีย์ของกัมปนีนั้นได้มาช่วยทำทางเล็กใกล้เคียงกันกับกรุงเทพฯ นั้น และเวลาใดจะมีความปรารถนาอยากจะได้อินจเนียอย่างเอกและแท่งเหล็กอันเตรียมเป็นสำรับแล้ว ข้าพเจ้าจะวางใจแน่ว่าต้องพระราชประสงค์ในการนี้หรือการอื่นจะถูกรับด้วยความคิดอันเป็นที่ไว้วางใจ ว่าเรื่องความนี้จะได้ยกเป็นเรื่องอันโยสมายิศตีพระองค์ได้คิดทำความสัญญาตามธรรมเนียมอย่างนอกเป็นความ ๑๐ ข้อ กับหนังสือซึ่งจะตอบออกไปถึงมิศแหนรไวมีความแจ้งอยู่ในนี้ แล้วแต่จะโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม”(๕)

รัชกาลที่ ๔ ไม่แน่พระราชหฤทัยถึงความมุ่งหมายที่แท้จริงของอังกฤษจึงมิได้ตัดสินพระราชหฤทัยทันทีทันใด เดชะบุญที่ในระยะนั้นอังกฤษยังหาผู้ลงทุนไม่ได้ทำให้แผนของอังกฤษชะงักไปชั่วคราว


แผนการของฝรั่งเศสคือใช้คอคอดกระเป็นเส้นทางใหม่สู่อินโดจีนและเมืองจีน แทนที่จะต้องอ้อมแหลมมลายูของอังกฤษ ตามนโยบายในฝันของฝรั่งเศส (ภาพจากหนังสือพิมพ์ฝรั่งเศส ค.ศ. ๑๘๘๕)

แต่แม้นว่ารัชกาลที่ ๔ จะทรงสามารถถ่วงเวลามิให้พวกอังกฤษที่ชอบทำเป็นเจ้ากี้เจ้าการเข้ามาขุดคลอง แต่การเร่งเร้าของอังกฤษก็มิได้หมดสิ้นไป กลับปรากฏชัดยิ่งขึ้นโดยเฉพาะเมื่อพวกฝรั่งเศสพุ่งความสนใจมายังคอคอดกระเช่นกันภายหลังประสบความสำเร็จจากการขุดคลองสุเอซเชื่อมยุโรปและมหาสมุทรอินเดียเข้าด้วยกัน ส่งเสริมให้ชื่อเสียงและเทคโนโลยีของฝรั่งเศสแซงหน้าอังกฤษ และเป็นตัวแปรใหม่ที่สร้างความหนักใจให้ไทย

ชาวฝรั่งเศสกลายเป็นปัจจัยใหม่ที่สร้างความหวาดระแวงไม่เฉพาะกับไทยเท่านั้นแต่กับอังกฤษด้วย เพราะฝรั่งเศสเพิ่งจะมีผลงานมาสดๆ ร้อนๆ จากคลองสุเอซที่พิสูจน์ว่าคุ้มค่าคุ้มเวลากับผืนดินที่ขุดออกไป

พวกฝรั่งเศสมีประสบการณ์ขุดคลองมากกว่าอังกฤษ ได้วางแผนแม่บท และตั้งชื่อคลองใหม่อย่างเพราะพริ้งว่าคลองกระ (Kra Isthmus) แต่บางทีก็เรียกว่าคลองตระ ล้วนแต่เป็นคลองเดียวกัน ความคิดของฝรั่งเศสในเรื่องขุดคลองกระเป็นที่เลื่องลือวิพากษ์วิจารณ์กันไปต่างๆ นานา บ้างก็ว่าไทยถูกฝรั่งเศสบังคับ บ้างก็ว่าไทยจะใช้ฝรั่งเศสถ่วงดุลอำนาจอังกฤษ บ้างก็ว่าไทยสนับสนุนฝรั่งเศสเพราะมีผลงานขุดคลองสุเอซมาแล้ว

ทว่า นักประวัติศาสตร์ไทยกลับไม่เชื่อเรื่องพวกนั้นเลย คิดแต่ว่า ๑. ไม่ว่าฝรั่งเศสหรืออังกฤษได้สัมปทานไทยก็จะเสียดินแดนทางภาคใต้ (แหลมมลายู) ไปอย่างแน่นอน และ ๒. ถ้าฝรั่งเศสได้สัมปทานอังกฤษก็ต้องไม่พอใจ เพราะนอกจากจะเสียเพื่อนแล้วยังหมายความว่าไทยจงใจทำให้อังกฤษเสียผลประโยชน์ทางการค้า เพราะจะไม่มีเรือลงไปค้าขายที่เกาะหมาก (ปีนัง) และสิงคโปร์อีกเนื่องจากเรือหันมาใช้คลองกระ ทว่า ที่จริงแล้วไทยไม่สนับสนุนทั้งอังกฤษและฝรั่งเศส แต่ข่าวลือนี้กลับทำให้ไทยเสียหาย เพราะอังกฤษต้องพาลเชื่อว่าไทยสนับสนุนฝรั่งเศสอย่างแน่นอน(๕)


หนังสือพิมพ์ฝรั่งเศสวาดภาพ นายเฟอร์ดินานด์ เดอ เลสเซป ได้รับการต้อนรับจากชุมชนนานาชาติที่เมืองอเล็กซานเดรียในอียิปต์ ในฐานะผู้อำนวยการขุดคลองสุเอซ (ภาพบน-ล่าง ภาพจาก L’ILLUSTRATION ค.ศ. ๑๘๕๘)


(ภาพขยาย) ภาพวาด นายเดอ เลสเซป ได้รับการต้อนรับจากประชาคมชาติต่างๆ ในอียิปต์ที่เป็นตัวแทนของคนทั้งโลกมาร่วมยินดีในความคิดของเขา

ไทยซื้อเวลาแลกกับการเสียดินแดน

อุบายของไทยคือต้องไม่ผิดใจกับอังกฤษ แต่ก็ต้องไม่ให้ทั้งอังกฤษและฝรั่งเศสเข้าใจผิด ดังสุภาษิตว่าบัวไม่ช้ำ น้ำไม่ขุ่น วิธีที่แยบยลที่สุดก็คือแต่งตั้งเจ้าเมืองลงไปคลี่คลายสถานการณ์ที่เมืองกระ คนๆ นั้นต้องเป็นที่ไว้วางใจของทางราชสำนักและชาวต่างชาติ ในที่สุดก็ทรงเลือกชาวจีนคนหนึ่งที่เป็นคนในบังคับอังกฤษและเป็นนักธุรกิจใหญ่ ส่งลงไปเป็นเจ้าเมืองกระ แต่ที่จริงต้องการส่งลงไปขัดตาทัพมิให้ทั้งอังกฤษและฝรั่งเศสเห็นว่าไทยทอดทิ้งคอคอดกระ เพราะอยู่ไกลหูไกลตาและเป็นเพียงหัวเมืองบ้านนอก เถ้าแก่ผู้นี้ชื่อตันกิมเจ๋ง เป็นเอเย่นต์ส่วนพระองค์อยู่ที่สิงคโปร์ และเป็นคนไว้ใจได้ แต่ที่สำคัญคือแน่พระราชหฤทัยว่าทั้งอังกฤษและฝรั่งเศสไม่เคยมีความจริงใจต่อสยามในเรื่องขุดคลองกระ มีพระราชดำรัสว่า “ถ้ายอมให้ฝรั่งเศสขุดคลองกระ อังกฤษก็คงพาลชิงเอาหัวเมืองในแหลมมลายู หรือมิฉะนั้นฝรั่งเศสก็พาลชิงเอาเป็นอาณาเขต จะอย่างไรไทยก็ไม่มีกำลังพอจะรบพุ่งป้องกันได้ มีทางที่จะรอดแต่อย่าให้ขุดคลองกระได้” (๗)


(ซ้ายบน) รูปล้อ นายเดอ เลสเซป ในร่างของเทพเฮอร์คิวลิสผู้ทรงพลังแยกแผ่นดินออกจากกันให้เรือมนุษย์ผ่านออกไป, (ขวาบน) ภาพวาด นายเดอ เลสเซป ผู้อยู่เบื้องหลังโครงการขุดคลองสำคัญ ๓ แห่งซึ่งสามารถเชื่อมทุกทวีปเข้าด้วยกัน ได้แก่ คลองสุเอซ-คลองปานามา-คลองกระ, (ล่าง) ภาพ นายเฟอร์ดินานด์ เดอ เลสเซป ผู้มีชื่อเสียงประดับเครื่องราชฯ ของจักรพรรดินโปเลียนที่ ๓ และเจ้าผู้ครองอียิปต์ ต่อมาเขาก็ได้รับพระราชทานเครื่องราชฯ จากรัชกาลที่ ๕ ในฐานะผู้มีคุณูปการต่อมวลมนุษยชาติ

เหตุที่รัชกาลที่ ๔ ทรงแต่งตั้งเถ้าแก่คนจีนชื่อตันกิมเจ๋งเป็นเจ้าเมืองกระบุรี แล้วพระราชทานบรรดาศักดิ์ให้เป็นขุนนางไทยเต็มขั้น โดยในขั้นแรกทรงตั้งเป็นพระพิเทศพานิช ต่อมาก็พระราชทานบรรดาศักดิ์เป็นพระยาอัษฎงคตทิศรักษาสยามประชานุกูลกิจ ใน พ.ศ. ๒๔๑๑ (ค.ศ. ๑๘๖๘) โดยมีนัยยะทางการเมืองแอบแฝงอยู่ดังที่สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงกล่าวถึงในสาส์นสมเด็จว่า

“เรื่องประวัติเมืองกระบุรีนั้น เดิมมีเศรษฐีจีนที่เมืองสิงคโปร์คนหนึ่ง แซ่ตัน ชื่อกิมจิ๋ง เข้ามาค้าขายในกรุงเทพฯ ได้เฝ้าแหนคุ้นเคยชอบพระอัธยาศัยของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ด้วยมีความสวามิภักดิ์จึงทรงตั้งเป็นพระพิเทศพานิช ตำแหน่งกงสุลสยามที่เมืองสิงคโปร์ ครั้นถึงสมัยเมื่อดีบุกขึ้นราคาด้วยขายดีในยุโรป มีพวกฝรั่งและจีนพากันทำการขุดแร่ดีบุกในเมืองมลายูแดนอังกฤษมากขึ้น

พระพิเทศพานิชสืบทราบว่าที่เมืองกระมีแร่ดีบุก จึงขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตทำเหมืองขุดหาแร่ดีบุกที่เมืองนั้น ประจวบเวลามีเหตุสำคัญในทางการเมืองเกิดขึ้น ด้วยเมื่อฝรั่งเศสขุดคลองสุเอชเห็นว่าจะสำเร็จได้ คิดจะขุดคลองลัดแหลมมลายูที่เมืองกระอีกคลอง ๑ เอมเปอเรอนโปเลียนที่ ๓ ให้มาทาบทามรัฐบาลสยาม พอรัฐบาลอังกฤษทราบข่าว ก็ให้มาทาบทามจะขอเกาะสองแขวงเมืองระนอง 

เป็นเกาะเปล่าไม่มีบ้านเรือนผู้คน แต่อยู่ตรงทางเข้าลำน้ำ ‘ปากจั่น’ อันจะเป็นต้นคลองที่ขุดใหม่ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระราชดำริว่า ถ้ายอมให้ฝรั่งเศสขุดคลองกระ อังกฤษก็คงพาลชิงเอาหัวเมืองในแหลมมลายู หรือมิฉะนั้นฝรั่งเศสก็คงพาลชิงเอาเป็นอาณาเขต จะอย่างไรไทยก็ไม่มีกำลังพอจะรบพุ่งป้องกันได้ มีทางที่จะรอดแต่อย่าให้ขุดคลองกระได้ จึงโปรดฯ อนุญาตให้เกาะสองเป็นของอังกฤษๆ เปลี่ยนชื่อเรียกกันว่า เกาะวิกตอเรียอยู่บัดนี้ แต่ยังทรงพระราชวิตกเกรงว่า ฝรั่งเศสจะใช้อุบายอย่างอื่นมาตั้งหลักแหล่งที่เมืองกระ จึงโปรดฯ ให้ยกเมืองกระขึ้นเป็นหัวเมือง และทรงตั้งพระพิเทศพานิชเป็นพระยาอัษฎงคตทิศรักษา ผู้ว่าราชการเมืองกระบุรี เข้าใจว่าเพราะทรงพระราชดำริว่าเป็นคนในบังคับอังกฤษ ถ้าพวกฝรั่งเศสบังอาจมาข่มเหงประการใด ก็คงต้องกระเทือนถึงอังกฤษ แต่จะเป็นเพราะเหตุใดก็ตาม การที่ฝรั่งเศสจะมาขุดคลองกระในครั้งนั้น สงบไปได้ดังพระราชประสงค์”(๗)

แผนการขุดคลองกระที่เริ่มต้นในสมัยรัชกาลที่ ๔ กลายเป็นเรื่องล่อแหลมด้านความมั่นคง การฉกฉวยผลประโยชน์ และการปกป้องชาติบ้านเมืองมากกว่าผลกำไรทางการค้า และความพัฒนาถาวร เพียงฝรั่งออกปากจะขอขุดคลอง ไทยก็ตั้งการ์ดรับอย่างเสียขวัญและครั่นคร้ามใจ ในยุคนั้นอังกฤษมีอำนาจมาก แม้แต่เมืองจีนยังเอาไม่อยู่ ประเทศที่เล็กกว่าจีนย่อมไม่ใช่ข้อต่อรองสำหรับอังกฤษ ต่อมาเมื่ออังกฤษออกปากขอเกาะสองไว้กันท่าฝรั่งเศส ไทยก็จำใจยกให้โดยไม่ขัดขืน เพื่อไม่ให้อังกฤษพาลหาเรื่องที่ใหญ่โตไปกว่านี้(๑), (๒)

การขุดคอคอดกระในสมัยนี้อาจมองว่าเป็นช่องทางไปสู่ความมั่งคั่งร่ำรวย และแสวงหาผลกำไรทางการค้าของประเทศเจ้าภาพในระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยม แต่ในสมัยนั้นเป็นแต่ความเสียเปรียบของสยามและหนทางไปสู่การแบ่งแยกดินแดน ทั้งยังเป็นการกอบโกยผลประโยชน์ของนายทุนต่างชาติในขณะที่ประเทศเจ้าภาพยังใช้ระบบเศรษฐกิจแบบพึ่งพาตนเอง พออยู่พอกิน และมิใช่ผู้กำหนดนโยบายระหว่างประเทศ อีกทั้งเป็นรองชาติมหาอำนาจในทุกๆ ด้าน

เดิมพันแรกของการรักษาฐานะความเป็นกลางของสยามในสมัยรัชกาลที่ ๔ อันเนื่องมาจากการรบเร้าของอังกฤษ ในการขอสัมปทานขุดคอคอดกระ กดดันให้สยามยอมยกดินแดนผืนน้อย (คือเกาะสอง) ปากแม่น้ำปากจั่นแลกกับการซื้อเวลาจากอังกฤษ(๑)


ภาพ Sa-ld Pasha เจ้าเมืองอียิปต์ ประทานอนุญาตให้ นาย เดอ เลสเซป ขุดคลองเป็นผลสำเร็จ

“คลองกระ” โดยทีมงานผู้ขุดคลองสุเอซ

ทั้งที่ชาวอังกฤษเป็นผู้มีภาษีและอิทธิพลมากกว่าชาติอื่นๆ ที่จะเกลี้ยกล่อมชาวสยามให้คล้อยตามความคิดของพวกตนก็ตาม แต่ทีมงานที่เหนือเมฆกว่าของฝรั่งเศสกลับเป็นตัวแปรที่บดบังกระแสของพวกอังกฤษ พวกฝรั่งเศสเข้ามาพร้อมกับชื่อเสียงของวิศวกรเอกผู้ขุดคลองสุเอซซึ่งเป็นคลองลัดนานาชาติแห่งแรกของโลกที่คนทั่วไปรู้จักจุดกำเนิดของคลองสุเอซอันเป็นคลองลัดที่เชื่อมต่อทะเลเมดิเตอร์เรเนียน (ทวีปยุโรป) กับทะเลแดง (ทวีปเอเชีย) และเป็นคลองลัดที่ยาวที่สุดแห่งแรกในโลกจะปฏิวัติการเดินทางในอดีตที่ดำเนินมานาน ๒,๐๐๐ ปี อ้อมแหลมกู๊ดโฮป (แอฟริกาใต้) กลายเป็นเรื่องล้าสมัย สิ้นเปลืองค่าโสหุ้ย และเสียเวลา เพราะคลองสุเอซช่วยให้ระยะการเดินทางจากจากยุโรปมาเอเชียสั้นลงกว่าครึ่งเหลือ ๑ ใน ๓ คือใช้เวลาเพียง ๑ เดือน แทนที่จะเป็น ๓ เดือน ดังที่เคยเป็นมา


คนงานชาวอียิปต์นับหมื่นคนถูกระดมมาขุดคลองสุเอซภายใต้การกำกับดูแลของทีมงานฝรั่งเศส

ผู้ที่จุดประกายเรื่องคลองสุเอซคือจักรพรรดินโปเลียนที่ ๑ (ค.ศ. ๑๗๖๙-๑๘๒๑) แห่งฝรั่งเศส ผู้ออกแบบสร้างและดำเนินการขุดก็เป็นวิศวกรฝรั่งเศส เงินลงทุนก็มาจากฝรั่งเศส แถมผู้ที่รับช่วงต่อก็เป็นทายาทเชื้อพระวงศ์ (คือจักรพรรดินโปเลียนที่ ๓ ค.ศ. ๑๘๐๘-๗๓) และสามารถบรรลุเป้าหมายตามอุดมการณ์อันแท้จริงจนได้รับการยกย่องนับถือว่าเป็นต้นแบบของคลองลัดที่ดีที่สุดในโลก

แต่ความฝันของพระองค์ก็ต้องดับวูบลงเพราะมีอุปสรรคเฉพาะหน้าขวางทางอยู่ คือ ๑. ระดับน้ำในทะเล

แดงสูงกว่าระดับน้ำในทะเลเมดิเตอร์เรเนียนถึง ๑๐ เมตร และต้องใช้เวลาหาทางแก้ปัญหาอีกนาน ๒. จะต้องใช้งบประมาณมหาศาลเกินกว่าที่จำเป็นในการสร้างเขื่อนขนาดยักษ์กั้นน้ำไม่ให้ทะลักเข้ามายังทะเลฝั่งยุโรป ถ้าผิดพลาดก็จะเกิดความหายนะอย่างมิอาจประเมินค่าได้ และ ๓. เกิดสงครามนโปเลียน (ค.ศ. ๑๘๐๔-๑๔) เสียก่อน จบลงด้วยความพ่ายแพ้ของจักรพรรดินโปเลียนที่ ๑ ทำให้โครงการคลองสุเอซมีอันต้องระงับไปชั่วคราว

พอขึ้นรัชกาลจักรพรรดินโปเลียนที่ ๓ (ค.ศ. ๑๘๔๘) พระองค์ทรงมีแนวคิดที่จะรื้อฟื้นความยิ่งใหญ่ของพระราชปิตุลา (จักรพรรดินโปเลียนที่ ๑) จึงทรงสนับสนุนอย่างเต็มที่ให้สร้างคลองสุเอซขึ้นเพื่อผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจและการเมืองเต็มรูปแบบ


ภาพวาดมุมสูงของคลองสุเอซเชื่อมทะเลเมดิเตอร์เรเนียน (มุมล่างซ้าย) กับทะเลแดงและโลกกว้าง (มุมบนขวา) มาตั้งแต่ ค.ศ. ๑๘๖๙ ทุกวันนี้ก็ยังเป็นที่นิยมใช้อยู่ของเรือเดินสมุทรขนาดใหญ่

รัฐบาลฝรั่งเศสมีเครดิตดีกว่าชาติอื่นๆ ในการรณรงค์ขุดคลองสุเอซ เพราะเมื่อขึ้นรัชกาลจักรพรรดินโปเลียนที่ ๓ รัฐบาลมีรายได้เพิ่มขึ้นจากอาณานิคม และเศรษฐกิจที่เติบโตขนานใหญ่ อีกทั้งองค์จักรพรรดิก็มิได้สนพระราชหฤทัยในการศึกสงครามเหมือนในสมัยพระราชปิตุลา ทำให้ทรงทุ่มเทงบประมาณและเวลากับโครงการคลองสุเอซได้เต็มเม็ดเต็มหน่วย ที่สำคัญคือนายช่างใหญ่เจ้าของโครงการนี้คือ นายเดอ เลสเซป (M. Ferdinand de Lessep) เคยดำรงตำแหน่งราชทูตฝรั่งเศสประจำอียิปต์ ช่วงทศวรรษ

ค.ศ. ๑๘๓๐ และเป็นพระสหายสนิทของเจ้าผู้ครองนครอียิปต์ในสมัยนั้นคือ Sa-ld Pasha ช่วยให้ นายเดอ เลสเซป มีช่องทางทำมาหากินพิเศษและเอื้ออำนวยให้เขาได้รับสัมปทานโดยตรงจากรัฐบาลอียิปต์โดยไม่ลำบากนัก

นายเดอ เลสเซป ได้ก่อตั้งบริษัทคลองสุเอซ (The Suez Canal Company หรือ Compagnie Universelle du Canal Maritime de Suez) ขึ้นเมื่อวันที่ ๑๕ เมษายน ๑๘๕๘ (พ.ศ. ๒๔๐๑) และเริ่มขุดคลองทันทีเมื่อวันที่ ๒๕ เมษายน ๑๘๕๙ (พ.ศ. ๒๔๐๒) โดยเริ่มขุดจากเมืองท่า Port Said บนฝั่งทะเลด้านเอเชียก่อน เรียกต้นทางนี้ว่าด้านเหนือ ปลายทางอยู่ที่เมืองท่า Port Tawfik คือด้านใต้ที่บรรจบกับทะเลเมดิเตอร์เรเนียนของยุโรป เมื่อแรกขุดเสร็จคลองนี้มีความยาว ๑๖๔ กิโลเมตร กว้าง ๒๐๕ เมตร ลึก ๒๔ เมตร (ในภายหลังถูกปรับแต่งให้สั้นลงเหลือความยาวเพียง ๑๖๒.๒๕ กิโลเมตร – ผู้เขียน) ใช้เวลาขุดทั้งสิ้น ๑๐ ปีจึงแล้วเสร็จ (ค.ศ. ๑๘๕๙-๖๙)


กระบวนเรือติดธงทิวในวันเปิดคลองสุเอซ ค.ศ. ๑๘๖๙

และเพราะความสำเร็จของฝรั่งเศสจากคลองสุเอซนี่เองที่มัดใจชาวโลกรวมทั้งชาวสยามอย่างดิ้นไม่หลุด

ทั้งที่รู้อยู่แก่ใจว่าโครงการที่มีชาวฝรั่งเศสดำเนินการอยู่มักจะมีอิทธิพลของรัฐบาลรวมทั้งนายทุนและนักการเมืองหนุนหลังอยู่ด้วยเสมอ แต่กระแสแห่งภาพลักษณ์ของประสบการณ์และเทคโนโลยีอันล้ำหน้าก็พิสูจน์ว่าฝรั่งเศสมีอุดมการณ์และแนวคิดที่เปิดเผยกว่าอังกฤษในเรื่องการสร้างหลักประกันและเปิดโอกาสมากกว่าต่อโครงสร้างทางเศรษฐกิจในภาพรวม(๒)

ชื่อเสียงของคนฝรั่งเศสในโครงการนี้จึงกลบกระแสนักล่าอาณานิคมซึ่งทั้งฝรั่งเศสและอังกฤษต่างก็เป็นจำเลยของสังคมลงได้บ้าง ดังจะเห็นว่ารัฐบาลสยามเริ่มมีทัศนคติที่ดีและไว้วางใจบริษัทฝรั่งเศสโดยปิดตาข้างเดียวให้กับการพิจารณาคำขอของคนฝรั่งเศส

สถานการณ์ในสมัยรัชกาลที่ ๕ นั้นเปลี่ยนแปลงไปโดยสิ้นเชิงจากสมัยรัชกาลที่ ๔ จากการที่เราเคยปกป้องคอคอดกระอย่างหวงแหน และเคยยึดภาษิตประจำใจอยู่เสมอว่ากันไว้ดีกว่าแก้ และไม่เห็นน้ำตัดกระบอก กลายมาเป็นโยนหินถามทาง และน้ำขึ้นให้รีบตักอย่างรวดเร็ว(๑)

พระราชดำรัสบางตอนของรัชกาลที่ ๕ ต่อคำขอของนักสำรวจจากฝรั่งเศสใน ค.ศ. ๑๘๘๐ โดยการนำของ ม. เดอลองก์ (M. Deloncle) ชี้ว่าทรงให้ความไว้วางใจต่อข้อเสนอของทางฝรั่งเศส ที่เปิดตัวว่า นายเดอ เลสเซป รู้เห็นและสนับสนุนอยู่ ทำให้ดูน่าเชื่อถือมากกว่าอังกฤษ

จดหมายเหตุรัชกาลที่ ๕

ว่าด้วยคำขอของคณะสำรวจจากฝรั่งเศส

จดหมายเหตุรัชกาลที่ ๕ ฉบับที่ ๑ ว่าด้วยจดหมายถ้อยคำซึ่งมองซิเออร์ฟรังซัว เดอลองก์ กราบบังคมทูลและมีพระราชดำรัสตอบในวันเสาร์ เดือน ๗ แรม ๙ ค่ำ ปีมะเมีย จัตวาศก ศักราช ๑๒๔๔

“เสด็จออกพระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย เวลาบ่าย ๔ โมง มองซิเออร์ เลอด็อกเตออาร์มอง กงซุลและคอมมิสแซฝรั่งเศส นำพระราชสาส์นกรุงเวียตนามทูลเกล้าฯ ถวายแล้วขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้ มองซิเออร์ เดลอง เข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท พระราชทานพระบรมราชานุญาตแล้ว มองซิเออร์เดลอง เข้ามาเฝ้า ผู้ซึ่งอยู่ในโต๊ะที่เสด็จออกนั้น พระเจ้าน้องยาเธอ พระองค์เจ้าดิศวรกุมาร พระองค์เจ้าโสณบัณฑิตย์ กงซุลฝรั่งเศสมองซิเออร์ลอยู แต่เจ้าพนักงานกรมท่าและมหาดเล็กเฝ้าอยู่ห่าง แต่พอได้ยินความถนัด มองซิเออร์เดลอง ถวายสำเนาหนังสือซึ่งมองซิเออร์เดอเลสเสปมีมาถึงตัว และหนังสือมองซิเออร์เดลองเอง ทรงทอดพระเนตรแล้ว มองซิเออร์เดลองกราบบังคมทูลขอพระบรมราชานุญาตที่จะขุดคลองในชื่อของมองซิเออร์เดอเลสเสป

ดำรัสว่า การซึ่งจะขุดคลองนี้ ทรงเห็นว่าฝ่ายอังกฤษก็คงจะอยากขุดเหมือนกัน ก็ไม่อยากที่จะให้เป็นการ

ขัดขวางกับอังกฤษ ฝ่ายมองซิเออร์เดอเลสเสปเล่า ก็เป็นคนเคยทำการเห็นปรากฏว่าเป็นคนเคยทำสำเร็จ เราก็ไม่อยากจะขัดขวาง ถ้าการคลองนี้จำเป็นต้องขุดเป็นแน่แล้ว มองซิเออร์เดอเลสเสปจะเป็นผู้ขุด เราก็จะมีความยินดี ด้วยได้เห็นการที่ทำมาแล้ว แต่การตกลงซึ่งจะทำให้คอนเสสชั่นให้เป็นการตกลงแน่ในเวลานี้ไม่ได้ เพราะเหตุที่ยังไม่รู้การตลอด ในแผนที่และการต่างๆ ซึ่งจะเป็นประโยชน์หรือไม่เป็นประโยชน์แก่เรา และจะต้องรู้แน่ว่าคอวเวอนเมนต์ต่างๆ ทั้งปวงซึ่งมีผลประโยชน์เกี่ยวข้อง มีอังกฤษซึ่งเป็นผู้มีผลประโยชน์ใหญ่ เป็นต้น ได้เข้าใจดีตกลงพร้อมกัน เพราะเป็นการสำคัญซึ่งเราจะต้องระวังให้เป็นการเรียบร้อยตลอดไป

มองซิเออร์เดลอง กราบทูลว่า การซึ่งจะพูดกับคอวเวอนเมนต์ต่างประเทศนั้นมองซิเออร์เดอเลสเสปจะรับเป็นธุระพูดจาเอง ไม่ต้องให้ไทยพูด ถึงเมื่อครั้งคลองสุเอซและคลองปานามา เจ้าของก็ไม่พูดจาอันใด มองซิเออร์เดอเลสเสปพูดทั้งสิ้น

ทรงตอบว่า ดีแล้ว ถ้าดังนั้นให้มองซิเออร์เดอเลสเสปพูดจาเสียให้ตกลงก่อน จึงค่อยเอาคอนเสสชั่น(๑)

ทว่า แม้นว่าฝรั่งเศสจะถือไพ่เหนือกว่าอังกฤษในทุกด้าน แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นก็คือยังไม่ทรงยินดีที่จะให้สัมปทานในการขุดทันทีทันใด (คอนเสสชั่น = สัมปทาน) จนกว่าจะมีการสำรวจ (เซอร์เวย์) พื้นที่อย่างละเอียดก่อนจึงจะรู้แน่ชัดว่ามีความเป็นไปได้อย่างไร

“ดำรัสถามถึงที่ซึ่งจะขุดและการที่ทำนั้นอย่างไร มองซิเออร์เดลองทูลชี้แจงบ้าง และรวมความลงขอ

พระราชทานคอนเสสชั่น จึงดำรัสว่า การเรื่องที่จะขุดคลองนี้มีข้อขัดขวาง ซึ่งจะยอมให้คอนเสสชั่นไม่ได้เดี๋ยวนี้ ๒ ประการ ประการ ๑ นั้น ยังไม่ทรงทราบว่าการที่ขุดนั้นจะเป็นประโยชน์หรือไม่เป็นประโยชน์กันแน่ เพราะที่นั่นยังไม่ได้เซอรเวดู ให้รู้ว่าจะทำยากทำง่ายเป็นประการใด และเรือซึ่งจะมาเดินทางนั้น จะมากน้อยประการใด ก็ยังไม่ได้คิดกะประมาณการเป็นแน่ รวมใจความว่า เมื่อคอวเวอนเมนต์สยามยังไม่ได้พิจารณาการเรื่องนี้โดยละเอียดถ้วนถี่ ให้เห็นว่าจะเป็นประโยชน์แน่แล้ว จะยอมให้คอนเสสชั่นยังไม่ได้

มองซิเออร์เดลองได้กราบทูลว่า แผนที่และประมาณการเรื่องนี้ เขามีพร้อมที่จะยื่นถวายให้ทราบได้ แต่ซึ่งจะเอาเป็นแน่ละเอียดลออ เมื่อก่อนยังไม่ได้เซอรเวนั้นไม่ได้อยู่เอง มองซิเออร์เดอเลสเสปได้คิดไปว่า เมื่อใดได้คอนเสสชั่นแล้วจึงจะประชุมผู้ซึ่งชำนาญในการเซอรเว มาเซอรเวตรวจการให้ได้โดยละเอียดต่อเมื่อตรวจแล้วเห็นว่าควรจะทำ จึงจะทำได้

จึงดำรัสว่า ส่วนกัมปนีจะต้องตรวจให้เห็นว่าควรทำได้แล้วจึงจะทำ ส่วนเราก็ต้องขอตรวจให้รู้ก่อนว่า ควรจะอนุญาตแล้วจึงจะอนุญาตเหมือนกัน เพราะที่เหล่านี้เป็นที่มีบ่อแร่เป็นต้น และสิ่งที่จะเป็นประโยชน์ของแผ่นดินและของราษฎรอย่างไรบ้าง เราต้องรู้ก่อนที่จะตกลง”(๒)

ทีมงานฝรั่งเศสจึงได้เริ่มการสำรวจ เกิดเป็นแผนที่การสำรวจคอคอดกระของนายเดอลองก์ฉบับ ค.ศ. ๑๘๘๑ ภายใต้พระบรมราชานุญาตของรัชกาลที่ ๕ ในการนี้ทรงมีหมายรับสั่งให้ทีมงานของทางราชสำนักติดตามไปด้วยเพื่อจะได้เปิดเผยและตรวจสอบได้ แต่บังเอิญผู้เชี่ยวชาญฝ่ายไทยดันเป็นคนอังกฤษ แผนงานของพวกฝรั่งเศสจึงไม่ค่อยจะราบรื่นนัก(๔)


เรือเดินสมุทรของอังกฤษจำเป็นต้องใช้คลองสุเอซเดินทางมายังอาณานิคมของตนในเอเชีย (ภาพวาดในหนังสือพิมพ์ฝรั่งเศสสมัยรัชกาลที่ ๕)

กัปตันลอฟตัส ตัวการยับยั้งคลองกระ

การส่งผู้แทนของรัฐบาลสยามที่เป็นชาวยุโรปไปกับคณะของคนฝรั่งเศส เป็นสิ่งที่ทีมงานฝรั่งเศสกลืนไม่เข้าคายไม่ออก มันเหมือนการส่งสายลับฝ่ายตรงข้ามไปกับคู่กรณีอย่างมีเจตนา และไม่เป็นผลดีต่อแผนการของฝรั่งเศสในระยะยาวเลย

ตัวแทนของฝ่ายไทยผู้นี้มีนามว่ากัปตันลอฟตัส ท่านเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการสำรวจและงานวิศวกรรม รับราชการอยู่กับรัฐบาลสยามมานานตั้งแต่ต้นรัชกาลที่ ๕ แต่การเป็นคนอังกฤษย่อมเป็นหอกข้างแคร่สำหรับชาวฝรั่งเศสอย่างช่วยไม่ได้ และทำให้ภารกิจของชาวฝรั่งเศสไม่ใช่ความลับอีกต่อไป

ใครคือกัปตันลอฟตัส? นาวาเอก อัลเฟรด จอห์น ลอฟตัส (Major Alfred J. Loftus) (ค.ศ. ๑๘๓๔-๙๙) เป็นนายทหารเรือชาวอังกฤษโดยสัญชาติ ท่านได้รับการว่าจ้างให้ทำแผนที่ทางทะเลฉบับแรกให้รัฐบาลสยาม เมื่อ พ.ศ. ๒๔๑๔ (ค.ศ. ๑๘๗๑) ภายใต้บังคับบัญชาของสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง บุนนาค)

ต่อมาท่านก็ได้รับมอบหมายให้เป็นผู้บังคับการเรือพระที่นั่งของรัชกาลที่ ๕ เมื่อเสด็จประพาสอินเดีย (ระหว่างวันที่ ๑๖ ธันวาคม ๒๔๑๔-๑๖ มีนาคม ๒๔๑๕ - ผู้เขียน) เมื่อรัชกาลที่ ๕ มีพระชนมพรรษาเพียง ๑๙ พรรษา เป็นผู้ชำนาญการสำรวจทะเลและแม่น้ำของสยาม และเป็นหัวหน้าสำนักงานแผนที่ทางทะเล ท่านได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็นพระนิเทศชลธี เจ้ากรมเซอร์เวย์ทางน้ำ สังกัดกรมท่ากลาง เมื่อ พ.ศ. ๒๔๒๙

กัปตันลอฟตัสได้รับความไว้วางใจให้เป็นตัวแทนของรัฐบาลสยามสำรวจคอคอดกระพร้อมกับคณะวิศวกรฝรั่งเศสที่มีนายเดอลองก์เป็นหัวหน้าทีม ใน พ.ศ. ๒๔๒๓-๒๔ (ค.ศ. ๑๘๘๐-๘๑)(๔)

หลังจากลาออกจากราชการไทยท่านก็ยังใช้ชีวิตต่อไปในสยามและได้ก่อตั้งกิจการรถรางเป็นครั้งแรก ทั้งยังเป็นผู้ริเริ่มการเดินรถไฟสายกรุงเทพฯ-ปากน้ำ และเป็นนักธุรกิจชาวอังกฤษผู้มีชื่อเสียงมากในกรุงเทพฯ ในช่วงบั้นปลายชีวิตท่านได้เดินทางไปพักผ่อนที่อังกฤษ แต่ก็ยังได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากรัชกาลที่ ๕ แต่งตั้งให้เป็นกงสุลสยามประจำเมืองเบอร์มิงแฮมในอังกฤษอีกด้วย

กัปตันลอฟตัสเป็นผู้ที่รักเมืองไทยมาก เมื่อท่านถึงแก่กรรมคำสั่งสุดท้ายคือขอให้ผู้ประกอบพิธีศพช่วยห่อร่างของท่านด้วยธงชาติไทย (ธงช้าง) ตอนที่นำร่างท่านไปฝังในสุสาน

การที่รัฐบาลสยามวางตัวกัปตันลอฟตัสให้เป็นผู้แทนติดตามไปกับคณะวิศวกรชาวฝรั่งเศสนอกจากจะทำให้ฝ่ายไทยได้ข้อมูลที่เป็นกลางไม่ฝักใฝ่กลุ่มนายทุนแล้ว ยังพิสูจน์ว่าไทยต้องการข้อมูลเบื้องต้นประกอบการพิจารณา ไม่ได้มุ่งหวังแต่เพียงผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจหรือมีส่วนได้ส่วนเสียกับชาติมหาอำนาจอย่างเดียว

การสำรวจเกิดขึ้นระหว่างวันที่ ๑๖ มกราคม ๒๔๒๕ (ค.ศ. ๑๘๘๒) จนถึงวันที่ ๔ เมษายน ๒๔๒๖ (ค.ศ. ๑๘๘๒) (ในสมัยรัชกาลที่ ๕ วันขึ้นปีใหม่ตรงกับ ๑ เมษายน แต่ยังเป็น ค.ศ. ๑๘๘๒ – ผู้เขียน) โดยเริ่มสำรวจจากเมืองชุมพรลงไปทางใต้ ได้สำรวจแม่น้ำสวีและแม่น้ำหลังสวนในขั้นแรกจนถึงตำบลที่เรือจะขึ้นไปอีกไม่ได้ แล้วขึ้นช้างเดินป่าต่อไปจนถึงเมืองระนอง จากนั้นลงเรือขึ้นไปทางเหนือตามลำแม่น้ำปากจั่นตลอดถึงเมืองกระบุรี(๔)

ปรากฏว่าเส้นทางที่ควรจะเป็นแนวคลองนั้นต้องผ่านไปในหมู่เทือกเขาที่มีความสูงไม่สม่ำเสมอกัน และมีลักษณะคดเคี้ยวมากขึ้นๆ ลงๆ เป็นลูกคลื่นและต้องอ้อมไปมาตัดเป็นเส้นตรงไม่ได้ สรุปได้ว่าเส้นทางของแนวคลองที่จะขุดนั้นต้องลัดเลาะไประหว่างหุบเขาของเทือกเขาเหล่านั้น หากจะตกแต่งแนวคลองให้เป็นเส้นตรงแล้วก็จะพบอุปสรรคยิ่งขึ้น เส้นทางตอนสูงที่สุดสูงกว่าระดับน้ำทะเลมากถึง ๒๕๐ เมตร โดยพื้นที่ตามเส้นทางที่จะขุดส่วนมากเป็นหินแข็ง

ส่วนตามแม่น้ำปากจั่นที่คาดว่าเรือใหญ่จะเข้ามาจากมหาสมุทรอินเดียนั้นก็คดเคี้ยวและแคบมาก ทั้งยังเต็มไปด้วยสันดอนทรายและมีหินใต้น้ำอยู่ทั่วไป ในฤดูมรสุมก็มีคลื่นลมแรงและไม่น่าจะปลอดภัยสำหรับเรือเดินสมุทรขนาดใหญ่ สรุปแล้วการขุดคลองในแถบนี้ไม่อาจสำเร็จลงได้โดยง่าย

อนึ่ง คณะนักสำรวจได้กะประมาณการไว้ว่าคลองกระน่าจะมีความยาวประมาณ ๑๑๑ กิโลเมตร โดยส่วนที่จะต้องขุดคลองใหม่จะมีความยาวเพียง ๕๓ กิโลเมตร ถ้าแผนงานเกิดขึ้นจริง(๘)

ผลการสำรวจคอคอดกระที่ตอนแรกน่าจะอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของทีมงานชาวฝรั่งเศสกลับกลายเป็นการสำรวจร่วมของทีมงานผสมอังกฤษ-ฝรั่งเศส โดยมีกัปตันลอฟตัสเป็นหัวหอกประเมินบทสรุปเสียเองซึ่งดูจะไม่ส่งผลดีต่อความตั้งใจของพวกฝรั่งเศสเอาเลย(๙)

นอกจากกัปตันลอฟตัสจะต่อต้านความคิดทางทฤษฎีของวิศวกรฝรั่งเศสว่าคอคอดกระเป็นพื้นที่ทุรกันดารไม่เหมาะต่อการขุดคลองลัดแล้วเขาก็ยังเดินหน้าขัดขวางการรายงานผลลัพธ์ในที่ประชุมองค์กรระหว่างประเทศถึงกรุงลอนดอน เหมือนการขโมยซีนทีมงานฝรั่งเศสซึ่งๆ หน้า

โดยในราวกลางปี ๒๔๒๖ (ค.ศ. ๑๘๘๓) กัปตันลอฟตัสได้เดินทางไปกล่าวสุนทรพจน์ต่อหน้าที่ประชุมอันทรงเกียรติของราชสมาคมภูมิศาสตร์แห่งสหราชอาณาจักร (The Royal Geographical Society of Great Britain) ตัดหน้านายเดอลองก์โดยโต้แย้งว่าคอคอดกระในสยามมีสภาพไม่เอื้ออำนวยต่อการปรับพื้นที่เพื่อขุดคลองเพราะมีเทือกเขาสูงถึง ๒๕๐ เมตรจากระดับน้ำทะเล ยากต่อการขุดเจาะและไม่คุ้มทุนที่จะเดินหน้าบุกเบิกพื้นที่ผิดธรรมดาตามวัตถุประสงค์ของฝรั่งเศส(๘)

อันว่าราชสมาคมภูมิศาสตร์แห่งสหราชอาณาจักรนี้ เป็นองค์กรเก่าแก่ของอังกฤษที่ได้รับการเคารพนับถือของนักสำรวจจากทั่วโลกก่อตั้งเมื่อ พ.ศ. ๒๓๗๓ (ค.ศ. ๑๘๓๐) ตรงกับสมัยรัชกาลที่ ๓ ของไทย ตั้งขึ้นเพื่อส่งเสริมและพัฒนาความรู้ด้านการสำรวจค้นคว้าทางภูมิศาสตร์และวิทยาการ เป็นองค์กรที่มีอิทธิพลสูงต่อการโน้มน้าวความเชื่อของนักสำรวจโลกที่มีชื่อเสียงมากที่สุด ตั้งอยู่ที่กรุงลอนดอน

และถือเป็นธรรมเนียมปฏิบัติที่บรรดาสมาชิกโดยวิชาชีพนักสำรวจและนักทำแผนที่จะรายงานผลสำรวจของตนให้ทางสมาคมทราบเป็นข้อมูลเพื่อการเรียนรู้ในหมู่ชน รวมถึงการค้นพบครั้งล่าสุด การตั้งทฤษฎีใหม่บางทีก็หมายถึงการสรุปผลสำรวจทางภูมิศาสตร์ที่เป็นประโยชน์ต่อมนุษยชาติ(๓)

คนรุ่นเราอาจไม่มีทางล่วงรู้เลยว่าทฤษฎีของกัปตันลอฟตัสเท็จจริงประการใด แต่หากมองในแง่บวกอาจเป็นความจริงก็ได้ ในกรณีข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์มันเป็นการยากที่จะแยกสมมุติฐานออกจากข้อเท็จจริงพอๆ กับที่จะแยกข้อเท็จจริงออกจากสมมุติฐาน ดังนั้น เราจำเป็นต้องยึดหลักฐานที่คนรุ่นก่อนยืนยันไว้เป็นเกณฑ์

เพราะยังมีหลักฐานเพิ่มเติมอีกว่าในระยะเดียวกันนั้นเอง (ค.ศ. ๑๘๘๐-๘๓) คณะนักสำรวจฝรั่งเศสอีกชุดหนึ่งของ นายเดอ เลสเซป ที่กำลังขุดคลองปานามา (Panama Canal) ได้ประสบปัญหาทางธรณีวิทยาของพื้นดินที่อ่อนยุ่ยในเขตที่ขุดคลองและไข้ระบาดอย่างหนักจทีมงานฝรั่งเศสจำต้องถอนตัวออกจากปานามาอย่างน่าอับอาย

ในทางปฏิบัติแล้วกัปตันลอฟตัสคือตัวการใหญ่ผู้ยับยั้งแผนงานของพวกฝรั่งเศสอย่างโจ่งแจ้ง เป็น

ผู้มีบทบาทสำคัญทำให้โครงการขุดคอคอดกระถูกยกเลิกไปโดยปริยายและเป็นมือที่สามที่เราไม่รู้จัก

มาก่อน คำทัดทานของท่านมีน้ำหนักและน่าเชื่อถือทั้งจากกลุ่มนายทุนและรัฐบาลสยามเอง(๔)


ปะรำพิธีของประมุขที่มาร่วมในงานเปิดคลองสุเอซ ค.ศ. ๑๘๖๙ (วงกลมด้านขวา) คนกลางคือพระนางเออเจนี พระอัครมเหสีของจักรพรรดินโปเลียนที่ ๓ เสด็จมาเป็นประธานในพิธีเปิดคลองสุเอซ

รัชกาลที่ ๕ ทรงปลอบใจทีมงานฝรั่งเศสอย่างไร?

การยุบโครงการขุดคลองกระโดยกะทันหันทำให้ทีมงานฝรั่งเศสเสียหน้ามิใช่น้อย โครงการขุดคลองปานามาที่ฝรั่งเศสถอนตัวออกมาก็เช่นเดียวกันได้สร้างความปวดร้าวให้ นายเดอ เลสเซป เป็นอย่างมาก ในกรณีของคลองปานามานั้นการเดินหน้าขุดคลองทั้งที่เผชิญอุปสรรคมากมาย เช่น นอกจากข่าวโจมตีพวกฝรั่งเศสว่าติดสินบนสื่อไม่ให้เปิดเผยผลประกอบการต่างๆ แล้ว ไข้ป่า (ในปานามาเรียกไข้เหลือง) ยังได้คร่าชีวิตคนงานพื้นเมืองไปกว่า ๑๐,๐๐๐ คนอีกด้วย(๘)

ตามวิสัยชาวสยามผู้หลีกเลี่ยงการเผชิญหน้าและเห็นอกเห็นใจผู้ประสบเคราะห์กรรมอยู่เสมอ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวมีพระราชบัญชาให้พระองค์เจ้าปฤษฎางค์ อัครราชทูตสยามประจำกรุงปารีส หาทางรักษาน้ำใจทีมงานชาวฝรั่งเศสเพื่อผดุงมิตรภาพระหว่างกันเอาไว้

พระองค์เจ้าปฤษฎางค์ทรงเขียนบันทึกว่าเพื่อเป็นการซื้อใจพวกฝรั่งเศส ทางรัฐบาลสยามได้จัดงานเลี้ยงรับรองขึ้นที่สถานทูตประจำกรุงปารีสเพื่อเรียกขวัญและเป็นกำลังใจให้แก่ทีมงานวิศวกรชาวฝรั่งเศส(๙)

โดยในวันที่ ๒๑ พฤษภาคม ๑๘๘๔ (พ.ศ. ๒๔๒๗) นายเดอ เลสเซป วิศวกรผู้ออกแบบและขุดคลองสุเอซพร้อมด้วยนายเดอลองก์ วิศวกรและเพื่อนร่วมงานผู้เสนอโครงการขุดคลองกระและชาวคณะทุกคนมีอาทิ กัปตันเบลลิอง (Captain Bellion) นายดรู (Mr. Léon Dru) และ นายเกรอัง (Mr. Grehan) อดีตกงสุลสยามประจำกรุงปารีส ได้รับเชิญมาเป็นเกียรติในงาน(๘)


ภาพวาดพระองค์เจ้าปฤษฎางค์ อัครราชทูตสยามประจำกรุงปารีส เป็นผู้แทนพระองค์รัชกาลที่ ๕ พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์มหาสุราภรณ์มงกุฎไทยให้แก่ นาย เดอ เลสเซป เพื่อเป็นการขอบคุณ

ในการนี้พระองค์เจ้าปฤษฎางค์ทรงได้อ่านสุนทรพจน์กล่าวขอบคุณทีมงานสำรวจคอคอดกระของนายเดอลองก์และความสำเร็จของการสำรวจครั้งแรกและข้อมูลที่ได้จากใจจริงของราชสำนักสยาม

ทั้งยังได้อ้างถึงพระพรชัยมงคลและพระราชสดุดีของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวที่พระราชทานมาเป็นพิเศษแก่ นายเดอ เลสเซป ว่าผลงานจากคลองสุเอซของท่านเป็นผลงานอันโดดเด่นที่น่ายกย่องชื่นชม และเป็นประโยชน์ต่อมวลมนุษยชาติอย่างไม่ต้องสงสัย

พระองค์ในฐานะองค์พระประมุขของพระราชอาณาจักรแห่งเอเชียตระหนักถึงความสำเร็จและคุณูปการของ นายเดอ เลสเซป จึงได้ถือโอกาสนี้พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์อันมีเกียรติยิ่งแห่งกรุงสยามนามว่า “เครื่องราชอิสริยาภรณ์มหาสุราภรณ์มงกุฎไทย” ชั้นสูงสุด (เครื่องราชอิสริยาภรณ์อันมีเกียรติยศยิ่งมงกุฎไทยมีทั้งหมด ๗ ชั้น ชั้นที่ นายเดอ เลสเซป ได้รับพระราชทานมีนามว่า Knight Commander of the Crown of Siam (Grand Cross of the Most Honourable Order of the Crown of Siam) ให้ นายเดอ เลสเซป เป็นเกียรติยศด้วย(๙)

โครงการขุดคอคอดกระในสมัยกาลที่ ๕ ยุติลงโดยสันติวิธีใน พ.ศ. ๒๔๒๘ (ค.ศ. ๑๘๘๕) และไม่ถูกหยิบยกขึ้นมาถกอีกเลยจนตลอดรัชกาล(๒)

ถึงวันนี้บทเรียนจากอดีตเป็นกรณีศึกษาที่คนรุ่นเราควรนำมาไตร่ตรองว่ามีความจำเป็นที่คนรุ่นเราควรหาทางขุดคอคอดกระในวันนี้หรือควรชะลอไว้ก่อนเหมือนครั้งเมื่อบรรพบุรุษของเรายับยั้งไว้ให้คนในอนาคตเป็นผู้ตัดสินใจกันเองเมื่อถึงคราวจำเป็นจริงๆ


เอกสารประกอบการค้นคว้า

(๑) ไกรฤกษ์ นานา. “ตะลึง! Blue Print คอคอดกระ สมัยรัชกาลที่ ๕ มีจริง ตอนที่ ๑ ทำไมรัชกาลที่ ๕ ทรงยอมให้ฝรั่งเศสสำรวจเมืองไทย,” ใน หน้าหนึ่งสยาม. สำนักพิมพ์มติชน, ๒๕๕๖.

(๒) ______. “ตะลึง! Blue Print คอคอดกระ สมัยรัชกาลที่ ๕ มีจริง ตอนจบ ระทึกเหตุที่โครงการถูกยุบ,” ใน หน้าหนึ่งสยาม. สำนักพิมพ์มติชน, ๒๕๕๖.

(๓) ______. “ตีแผ่เบื้องหน้า เบื้องหลัง ทำไมรัชกาลที่ ๕ ทรงคิดทำแผนที่เมืองไทย ‘ฉบับแรก’? ตอนที่ ๑ โยนหินถามทาง,” ใน ศิลปวัฒนธรรม. ปีที่ ๓๕ ฉบับที่ ๙ (กรกฎาคม ๒๕๕๗), น. ๑๑๔-๑๓๓.

(๔) แชน ปัจจุสานนท์, พลเรือตรี. ประวัติการทหารเรือไทย. โรงพิมพ์กรมสารบรรณทหารเรือ, ๒๕๐๙.

(๕) ณัฐวุฒิ สุทธิสงคราม. ชีวิตและงานกงสุลไทย ของ พระยาอนุกุลสยามกิจอุปนิกษิตสยามรัฐ (ตันกิมเจ๋ง) กงสุลเยเนอราลไทยคนแรก ณ เมืองสิงคโปร์. ๒๕๒๕.

(๖) ปิยนาถ บุนนาค. “เรื่องคอคอดกระ,” ใน สารานุกรมประวัติศาสตร์ไทย เล่ม ๒ (อักษร ข-จ) ฉบับราชบัณฑิตยสถาน.

(๗) ลายพระหัตถ์สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงมีโต้ตอบกับสมเด็จฯ กรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ลงวันที่ ๒๘ พฤศจิกายน ๒๔๗๘ ใน สาส์นสมเด็จ เล่ม ๖. คุรุสภา, ๒๕๐๔.

(๘) Comte A. Mahé de la Bourdonnais. A French Engineer in Burma and Siam (1880). White Lotus, 2003.

(๙) Manich Jumsai, M.L. Prince Prisdang’s Files on His Diplomatic Activities in Europe, 1880-1886. Chalermnit, 1977.

 

admin
Offline
Joined: 09/04/2011 - 16:45
(ไม่มีชื่อ)
ผบช.ก.ชงผู้ว่าฯสงขลาแจ้งจับ‘ท.หาดใหญ่’ซื้อรถเก็บขยะ114ล.ราคาสูงเกินจริงเท่าตัว เขียนวันที่ วันเสาร์ ที่ 10 มิถุนายน 2560 เวลา 20:53 น.เขียนโดยisranewsหมวดหมู่Isranews | ข่าว | จัดซื้อจัดจ้าง | เรื่องเด่น - สำนักข่าวอิศราTagsสงขลา | รถเก็บขยะ 2.5k Shares Share Tweet Share ตั้งราคากลางสูงเกินจริงเท่าตัว กีดกันรายอื่น! ผบช.ก.ส่งหนังสือผู้ว่าฯสงขลา แจ้งจับ เทศบาลนครหาดใหญ่ จัดซื้อรถเก็บขยะ ดูดสิ่งโสโครก 114.2 ล. ส่อทุจริต ด้านนายก‘ไพร’ รับเครียด ยันของดีมีคุณภาพ ถามลูกน้องแล้วถูกระเบียบ ไม่ล็อกสเปก picpisssddd10 6 17 สำนักข่าวอิศรา www.isranews.org รายงานไปแล้วว่า เทศบาลนครหาดใหญ่ จ.สงขลา ได้ทำสัญญาจัดซื้อรถยนต์บรรทุกขยะมูลฝอย รถยนต์ดูดโคลน และรถกระเช้าสูง จากเอกชน 3 ราย จำนวน 5 สัญญา ได้แก่ 1.สัญญาจัดซื้อรถยนต์บรรทุกขยะมูลฝอย จำนวน 20 คัน รถยนต์ดูดโคลน 1 คัน จาก บริษัท คอสโม ทรัค แอนด์ อีควิปเมนท์ จำกัด ราคา 114,296,000 บาท เมื่อ 5 มิ.ย. 2557 (สัญญาเลขที่ 50/2557) 2.จัดซื้อรถบรรทุก รถปิกอัพ รถเครน และรถกระเช้าไฟฟ้า 6 รายการ รวม 7 คัน จาก บริษัท คอสโม ทรัค แอนด์ อีควิปเมนท์ จำกัด ราคา 16,262,000 บาท ทำสัญญา 28 ม.ค. 2557 (สัญญาเลขที่ 29/2557) 3.จัดซื้อครุภัณฑ์ยานพาหนะและขนส่งและครุภัณฑ์ก่อสร้าง จาก บริษัท เมกา เอ็ม บอดี้ทรัค แอนด์ อีควิปเมนท์ จำกัด ราคา 55,063,700 บาท ทำสัญญาวันที่ 30 ม.ค. 2558 (สัญญาเลขที่ 18/2558) 4.จัดซื้อครุภัณฑ์ยานพาหนะและขนส่ง (รถยนต์กู้ภัยกระเช้าหอน้ำ) จำนวน 2 คัน บริษัท คอสโม ทรัค แอนด์ อีควิปเมนท์ จำกัด ราคา 195,660,000 บาท ทำสัญญาวันที่ 28 พ.ย.2556 (สัญญาเลขที่ 14/2557) 5.จัดซื้อครุภัณฑ์ยานพาหนะและขนส่ง จาก หจก.ฤทธิกร วิศวกรรม ราคา 37,900,000 บาท ทำสัญญาวันที่ 7 ธ.ค. 2555 (สัญญาเลขที่ 13/2556) รวม 5 สัญญาวงเงินประมาณ 419.1 ล้านบาท โดยพบเงื่อนปมคือผู้ชนะทั้ง 3 รายมีความเชื่อมโยงเป็นกลุ่มเดียวกัน อีกทั้งในกระบวนการประกวดราคา 5 สัญญาดังกล่าวเอกชนทั้ง 3 รายยังเข้าร่วมประกวดราคาด้วย (อ่านประกอบ : กลุ่มเดียวฟัน 5 สัญญา 419 ล.‘รถเก็บขยะ สิ่งโสโครก กระเช้ากู้ภัย’นครหาดใหญ่) ล่าสุดมีข้อมูลระบุว่า เทศบาลนครหาดใหญ่เป็นองค์กรปกครองท้องถิ่นอีกแห่งหนึ่งถูก พล.ต.ท.ฐิติราช หนองหารพิทักษ์ ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (ผบช.ก) ทำหนังสือถึงผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา แจ้งให้ผู้ว่าฯ หรือมอบอำนาจให้ผู้เกี่ยวข้องไปร้องทุกข์กล่าวโทษต่อพนักงานสอบสวน กองบังคับการป้องกันปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ (ปปป.) เนื่องจากตรวจสอบพบว่า มีการทุจริตเกี่ยวกับโครงการจัดซื้อยานพาหนะและครุภัณฑ์ของเทศบาลนครหาดใหญ่ ตามสัญญาเทศบาลนครหาดใหญ่ ที่ 50/2557 ลงวันที่ 5 มิ.ย. 2557 (รายการแรกข้างต้น) โดยตั้งราคากลางสูงกว่าต้นทุนการผลิตกว่าเท่าตัวและกำหนดคุณลักษณะกีดกันมิให้รายอื่นเข้าร่วมเสนอราคา (ฮั้ว) เมื่อวันที่ 10 มิ.ย. 2560 พ.ต.อ.สมยศ ร่มสน ผู้กำกับการ(สอบสวน) กองกำกับการ 2 กองบังคับการป้องกันปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ เปิดเผยสำนักข่าวอิศรา ว่า "เรื่องดังกล่าว เป็นเรื่องร้องเรียนมาหลายเดือนแล้ว ทางพนักงานสอบสวนได้ส่งเรื่องให้กับทาง ป.ป.ช. ไปแล้ว ตอนนี้เป็นอำนาจไต่สวนของ ป.ป.ช. ลองติดตามเรื่องที่ ป.ป.ช. ดูนะ” โดยวันเดียวกัน นายไพร พัฒโน นายกเทศมนตรีนครหาดใหญ่ ชี้แจงสำนักข่าวอิศราว่า เรื่องดังกล่าว ทางจังหวัดได้ตั้งคณะกรรมการสอบฯแล้วเมื่อหลายเดือนก่อน และผลสรุปออกมาแล้วว่าเจ้าหน้าที่ดำเนินการถูกตามระเบียบทั้งหมด และได้สั่งเจ้าหน้าไปแล้วว่าถ้าหากมีความจำเป็นก็สามารถจัดซื้อได้ แต่ต้องเป็นของดี มีคุณภาพ ซึ่งเจ้าหน้าที่ก็บอกว่าบริษัทฯ เชื่อถือได้ เป็นบริษัทยักษ์ใหญ่ “จริง ๆ ไม่อยากเป็นข่าวเลย เพราะมีแต่เสีย บอกเลยเรื่องนี้ทำให้ผมเครียด เพราะตั้งใจอยากให้เทศบาลฯ ได้ของดี ซึ่งผมก็ถามลูกน้องตรง ๆ ว่าล็อกสเปกไหม เขายืนยันไม่ได้ล็อก เข้าใจเราซื้อเยอะกว่าเพื่อน แต่จริง ๆ ต้องการจัดซื้อมากกว่านี้อีก เพราะทุกวันนี้รถมันไม่พอใช้ อย่างไรก็ดี จังหวัดได้สอบทุกแง่ทุกมุมแล้ว ซึ่งเจ้าหน้าที่ทำถูกต้องตามระเบียบทั้งหมด” นายไพร กล่าว ทั้งนี้ นายกเทศมนตรีนครหาดใหญ่ ยืนยันว่า กรณีดังกล่าวไม่มีการทุจริต และการกีดกันผู้เข้าร่วมประกวดราคารายอื่น เพื่อมิให้เข้าร่วมประมูลงาน เกิดขึ้นอย่างแน่นอน อ่านประกอบ: กลุ่มเดียวฟัน 5 สัญญา 419 ล.‘รถเก็บขยะ สิ่งโสโครก กระเช้ากู้ภัย’นครหาดใหญ่ จัดซื้อรถเก็บขยะ ดูดสิ่งโสโครก นครหาดใหญ่ 114.5 ล.แข่งกันเอง ห่างแค่ 2 พัน
admin
Offline
Joined: 09/04/2011 - 16:45
(ไม่มีชื่อ)

ไม่มีข้อความกำกับภาพอัตโนมัติ

เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน เพื่อแสดงความคิดเห็น