สมุนไพร บำรุง -รักษาโรค

เลือกForums

10 posts / 0 new
กระทู้ล่าสุด
admin
Offline
Joined: 09/04/2011 - 16:45
สมุนไพร บำรุง -รักษาโรค

-สมุนไพรจีนมีการใช้มายาวนาน เช่น อิมเอี้ยคัก รสหวาน เผ็ด ร้อน
มีสรรพคุณบำรุงธาตุ ช่วยขับปัสสาวะ แก้วิงเวียนหน็มืด นอนไม่หลับ
ใจสั่น และขับเสมหะ สอเอี้ยง มีรสหวาน บำรุงทางเพศ บำรุงโลหิต
แก้ร้อนในกระหายน้ำ เมล็ดเก๋ากี้ เป็นสมุนไพรมีฤทธิ์เป็นกลาง
ไม่มีพิษ เป็นยาบำรุงไตชั้นดี เสริมสร้างจิง(สารน้ำ)ในร่างกาย เสริม
สมรรถภาพทางเพศ ฮ่วยซัว เป็นสมุนไพรที่มีประสิทธิภาพสูงในการ
บำรุงตับ และเสริมไต ชะลอการหลั่งเร็วได้อย่างมีประสิทธิภาพ
สมุนไพรจีนเป็นตัวยาเพื่อการบำรุง และฟื้นฟูการทำงานของตับและไต
เป็นอวัยวะสำคัญ ระบบควบคุมการแข็งตัวของอวัยวะเพศ ซึ่งจะช่วย
แก้ปัญหาอาการหย่อนสมรรถภาพทางเพศได้โดยเฉพาะในผู้ชาย
ที่ต้องรับประทานยารักษาโรคเบาหวาน ยาลดความดัน และยารักษา
ต่อมลูกหมากเป็นประจำ สมุนไพรจีนเหล่านี้ช่วยในการบำรุงตับ-ไต
ที่นอกจากจะช่วยบำรุงกำลังให้ร่างกายแข็งแรงแล้วยังส่งผลถึงการ
เพิ่มสมรรถภาพทางเพศให้ดีขึ้นได้ด้วย

admin
Offline
Joined: 09/04/2011 - 16:45
สมุนไพร จิงจูฉ่าย

ชาสมุนไพร "ชาจิงจูไฉ่" หรือ "ชาจิงจูฉ่าย" ป้องกันและรักษามะเร็ง (อ่าน 7427)

จิงจูฉ่าย คือชื่อของผักของจีนชนิดหนึ่งส่วนมากนิยมนำไปใส่ในเกาเหลาเลือดหมูเพราะช่วยดับกลิ่นคาวเลือดได้และ ก็มีสรรพคุณทางสมุนไพร
จิงจูฉ่าย เป็นหนึ่งในผลผลิตดอยคำในหมวดสมุนไพร ของมูลนิธีโครงการหลวง ที่มีผลผลิตตลอดทั้งปี
จิง จูฉ่าย เป็นผักชนิดหนึ่งที่มีกลิ่นหอม แพทย์จีนเชื่อกันว่าเป็นยาเย็นและช่วยแก้ไข้ได้ นอกจากนี้ ความเย็นของจิงจูฉ่าย ยังมีสรรพคุณช่วยบำรุงปอด ช่วยฟอกเลือด ทำให้เลือดอุ่นและไหลเวียนได้ดี คนจีนจึงนิยมนำผักชนิดนี้มาปรุงเป็นอาหารรับประทานในหน้าหนาว (ที่มา: นิตยสาร HEALTH & CUISINE ฉบับที่ 38 ประจำเดือน มีนาคม 2547)  นอกจากนั้นยังมีสรรพคุณช่วยปรับสมดุลความดันโลหิต ขับลมในกระเพาะอาหาร  และลำไส้

จิงจูฉ่าย หรือ เซเลอรี เป็นสมุนไพรจีนชนิดหนึ่ง มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Apium graveolens L. ส่วนมากนิยมนำไปใส่ในเกาเหลาเลือดหมูเพราะ ช่วยดับกลิ่นคาวเลือดได้ การแพทย์แผนจีนโบราณถือว่าผักชนิดนี้มีคุณสมบัติเป็นยาเย็น(หยิน)มีรสขม ลักษณะต้นขึ้นเป็นกอคล้ายต้นใบบัวบก เจริญงอกงามในที่แดดรำไร ชื้น ดินโปร่งแต่ไม่แฉะ

คุณค่าทางโภชนาการ

จิงจูฉ่าย 100 กรัม ให้พลังงาน 392 กิโลแคลอรี ประกอบด้วย โปรตีน 18.07 กรัม ไขมัน 25.27 กรัม คาร์โบไฮเดรต 41.35 กรัม เส้นใย 11.08 กรัม แคลเซียม 1,767 มิลลิกรัม เหล็ก 44.90 มิลลิกรัม ฟอสฟอรัส 547 มิลลิกรัม วิตามินเอ 52.00 IU. วิตามินบี6 0.89 มิลลิกรัม วิตามินซี 17.10 มิลลิกรัม วิตามินอี 1.07 มิลลิกรัม

สรรพคุณทางยา

ต้น และใบ มีน้ำหอมระเหย ประกอบด้วยสารไลโมนีน (limonene) ซิลินีน (selinene) และสารกลัยโคไซด์ (glycosides) มีชื่อว่า อะปิอิน (apiin) ซึ่งมีสรรพคุณช่วยลดความดันโลหิต ทำให้เส้นเลือดขยายตัว ช่วยขับลมในกระเพาะอาหารและลำไส้ ช่วยคุมกำเนิด ต้นสดและเมล็ด มีโซเดียมต่ำ เหมาะสำหรับผู้ที่เป็นโรคไต ขับพิษ ฆ่าไวรัส

                               ข้อมูล จาก google

admin
Offline
Joined: 09/04/2011 - 16:45
     เจ้าผักชนิดนี้เรียกว่า

     เจ้าผักชนิดนี้เรียกว่า "จิงจูฉ่าย" ค่ะ หรือที่ชาวต่างชาติเรียกว่า "เซเลอรี่" (Celery) เป็นผักสมุนไพรชนิดหนึ่งของจีน มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Apium graveolens L. ลักษณะต้น "จิงจูฉ่าย" จะเป็นกอคล้ายใบบัวบก สามารถเจริญงอกงามได้ดีในที่ที่มีแสงแดดรำไร ชื้น ดินโปร่งแต่ไม่แฉะ ชอบอากาศเย็นมากกว่าอากาศร้อน
คุณค่าทางโภชนาการของ "จิงจูฉ่าย" มีไม่น้อยทีเดียวค่ะ เพราะ "จิงจูฉ่าย" 100 กรัม ให้พลังงาน 392 กิโลแคลอรี ประกอบด้วยสารอาหารนานาชนิด คือ โปรตีน, ไขมัน, คาร์โบไฮเดรต, เส้นใย, แคลเซียม, เหล็ก, ฟอสฟอรัส, วิตามินเอ, วิตามินบี6, วิตามินซี และวิตามินอี

          มาที่สรรพคุณทางยากันบ้างดีกว่า จุดเด่นของ "จิงจูฉ่าย" คือมีกลิ่นหอม คล้าย ๆ กับตั้งโอ๋ ยิ่งโดนความร้อนจะยิ่งหอม และยิ่งเพิ่มสรรพคุณมากขึ้น โดยกลิ่นหอมของ "จิงจูฉ่าย" มาจากน้ำมันหอมระเหยที่มีอยู่ในลำต้นและใบนั่นเอง ประกอบด้วยสารไลโมนีน ซิลนีน และสารกลัยโคไซด์ที่มีชื่อว่า อะปิอิน ซึ่ง สารเหล่านี้มีสรรพคุณช่วยปรับสมดุลความดันโลหิต จึงเหมาะกับผู้ที่มีปัญหาเรื่องความดัน แถมยังช่วยขับลมในกระเพาะอาหารและลำไส้ได้ด้วย ส่วนต้นสด และเมล็ดของ "จิงจูฉ่าย" มีโซเดียมต่ำ จึงดีต่อผู้ป่วยโรคไต

          นอก จากนี้ ในทางการแพทย์เชื่อว่า "จิงจูฉ่าย" เป็นยาเย็น จึงช่วยบำรุงปอด ช่วยฟอกเลือด เลือดลมหมุนเวียนได้สะดวก คนจีนจึงนิยมนำผักชนิดนี้มาปรุงเป็นอาหารรับประทานในหน้าหนาว เพื่อช่วยในเรื่องการไหลเวียนของโลหิต ปรับสมดุลให้ร่างกายได้ดีนั่นเอง

ส่วน ที่หลายคนสงสัยว่า ทำไมเราจึงมักเห็น "จิงจูฉ่าย" อยู่ในเกาเหลาเลือดหมู นั่นก็เพราะ "จิงจูฉ่าย" มีสรรพคุณช่วยดับกลิ่นคาวเลือดได้ดีด้วยค่ะ แต่จริง ๆ แล้ว "จิงจูฉ่าย" ไม่ได้ใช้ทำอาหารได้เพียงแค่ต้มเลือดหมูเท่านั้นนะ เพราะอาหารประเภทแกงจืดทั้งหลาย หรือผัดผัก ผัดฉ่าก็สามารถใช้ "จิงจูฉ่าย" เป็นส่วนผสมที่ลงตัวน่ารับประทานไม่แพ้กัน

ที่มา  :  http://www.kayasit.com/bbs/forum.php?mod=viewthread&tid=960

admin
Offline
Joined: 09/04/2011 - 16:45
จิงจูฉ่ายรักษามะเร็งได้จริงหร

จิงจูฉ่ายรักษามะเร็งได้จริงหรือ

 

            ผม..นิกกี้ อิทธิเกษม KU37 อดีตนายกสมาคม  ม.เกษตรฯแห่งอเมริกา ขอเล่าประสบการณ์ที่เคยสัมผัสมากับตัวเองเมื่อปี 2007 เพื่อเป็นcaseตัวอย่างและเป็นทางออกให้กับผู้ป่วยโรคมะเร็งทั้งหลาย
          "ผมมีร้านอาหารอยู่ในเขต N.Hooywood   กลางปี 2007 ได้เจอลูกศิษย์เก่าที่เคยมาเรียนแจกไพ่ที่ร้าน  ถามทุกข์สุขกันจึงได้รู้ว่าเขาเคยเป็นมะเร็งที่คอ 1 ครั้ง ,มะเร็งที่ต่อมลูกหมาก 1 ครั้ง  ปัจจุบันหายเป็นปลิดทิ้ง  รวมทั้งพี่น้องญาติอีก8 คนที่เป็นมะเร็งภายในเวลา 5 ปี ทุกคนหายหมด   เขามีวิธีรักษากันอย่างไร?
          วันนั้นคุณแม่เขามาด้วยจึงอธิบายให้ฟังว่า ในสวนหลังบ้านมีต้นจิงจูฉ่าเยอะ   จะใส่ในแกงจืดให้ลูกๆกินเป็นประจำ เพราะคนจีนบอกต่อๆกันว่า “ช่วยฟอกเลือดและขับสารพิษออกจากร่างกาย”  ทำให้ลูกๆไม่ค่อยเป็นอะไร   วันหนึ่งลูกไปตรวจหมอบอกว่าเป็นมะเร็ง อีก 2 เดือนต้องไปฉายแสง   จึงลองเอาจิงจูฉ่าย 1 กำมือมาตำ ได้น้ำออกมาแก้ว(เล็ก)หนึ่ง ให้เขากินตอนเช้าทุกวัน 2 เดือนถัดมาไปตรวจหมอ หมอถามไปทำอะไรมา ทุกอย่างปกติหมด มะเร็งได้หายไปแล้ว"
          ผมก็ได้ข้อสรุปออกมาว่า คน 8 คนเป็นมะเร็งในที่ต่างกัน กินน้ำจิงจูฮวยฉ่าย 2-3เดือน ทุกคนหายหมด(ไม่มีใครต้องทำคีโมเลย)
          ก่อนหน้านั้น พี่สะใภ้ผม 2 คน(ปี2006) เป็นมะเร็งที่เต้านม,มดลูก  คนหนึ่งต้องทำคีโม ใช้วิธี"นั่งสมาธิ"ทุกวัน 8เดือน หายเป็นปกติ
          ต่อมาผมได้ต้นจิงจูฉ่ายมา 1 ต้น  จึงนำมาเพาะขยาย  ปลายปี 2008 รู้ว่าแม่ค้าที่เช่าที่ในร้านผมคนหนึ่งเป็นมะเร็งเต้านมขั้น 3 หน้าคล้ำ เดินตัวแข็งแล้ว  ผมรีบเชิญมานั่งคุยเล่าเรื่องจิงจูฉ่ายให้ฟังและเรื่องพี่สะใภ้นั่งสมาธิ   เลยแนะนำให้ทำ 2 อย่างควบคู่กันไป  ผล 3 เดือนถัดไปหายเป็นปลิดทิ้ง (ผมให้เขาไปเพียง1ต้นไปปลูกและ เด็ดใบทานเลยวันละ1ใบ เพราะมีน้อย ก็ยังได้ผล)
          ปี 2009 มีต้นจิงจูฉ่ายมากขึ้น แจกจ่ายให้กับคนรู้จักหลายคน  ซึ่งอยู่ในระหว่าง 3 เดือน ทุกคนอาการดีขึ้นหมด  ถ้าจะช่วยผู้ที่เรารักและห่วงใยที่กำลังเผชิญกับโรคร้ายนี้ ผมแนะนำวิธีนี้ ถ้าต้องทำคีโมก็ทำไป กินใบจิงจูฉ่ายและนั่งสมาธิผมว่ามีโอกาสหาย เพื่อนku37คนหนึ่งลองให้ลูกกิน เนื้องอกที่คอก็ยุบลง

***ผู้ป่วยโรคมะเร็ง  จะมีอาการดีได้ขึ้นอยู่กับตัวผู้ป่วยเป็นส่วนใหญ่และกำลังใจจากคนรอบข้าง***
              
ถามว่า"ผมเชื่อหรือไม่"  ผมไม่ตอบแต่แนะว่า  "ถ้ากินได้ ก็กินเถอะครับ" กินไปพร้อมกับรักษาตามแพทย์แผนปัจจุบัน  ถ้าไม่หายถือว่าได้กินพืชผักที่ปลอดสารก็แล้วกัน  เกิดรางเนื้อชอบรางยาอาการโรคหาย  ก็ยิ่งกว่าถูกล็อตเตอรี่รางวัลที่ 1 นะครับ

admin
Offline
Joined: 09/04/2011 - 16:45
นํ้ามันหมู

นํ้ามันหมู

* การใช้นํ้ามันหมู ทำอาหาร ร่วมกับ พืชผักสวนครัวออแกนิก เก็บมาสดๆจากสวนหลังบ้าน .. ขอบอกว่า ทำแล้ว หอมมมมมม อร่อยยยยยย มากกกกกก ครับ

ที่บ้านผมทานนํ้ามันหมู ตั้งแต่รุ่นอากง อาม่า ... แล้วก็เปลี่ยนมาทานนํ้ามันพืช เมื่อ 35 ปีที่แล้ว ทานต่อเนื่องกัน 30 ปี --- ระหว่างทาน ก็สังเกตุเห็นความผิดปรกติของสมาชิกในครอบครัวส่วนใหญ่เจ็บป่วยง่ายขึ้น แต่หายยาก .. เป็นเบาหวาน โคเลสเตอรอล ไตรกลีเซอไรด์ หัวใจ ความดัน .. เพิ่มมากขึ้น .. ผมเฝ้าวิเคราะห์มาตลอดว่า อะไรน่าจะเป็นสาเหตุแห่งการเจ็บป่วย .. ... ประกอบกับผมได้ศึกษาหาความรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับนํ้ามันจากพืช .. และ นํ้ามันจากไขสัตว์ .. ทั้งจากผู้รู้ และ ในอินเตอร์เน็ต ( รวมถึงคุณเตี่ยยากทานอาหารที่ทำจากนํ้ามันหมู ) ...จึงคิดว่านํ้ามันพืช ที่โฆษณาว่าทานแล้วจะดีโน่นดีนี่ จะไม่เป็นอะไร จริงๆแล้วน่าจะไม่เป็นเช่นโฆษณา .... นํ้ามันพืชน่าจะเป็นสาเหตุหนึ่งแห่งความเจ็บป่วยด้วย..

 

--- ผมคิดว่าคนไทยส่วนใหญ่ในยุคนั้น คงเหมือนกับครอบครัวของผม ที่ได้เห็น ได้ยิน ได้ฟัง และ เชื่อตามโฆษณา .. ที่มีการยิงโฆษณาถี่มากในสมัยที่พยายามชักจูงให้ผู้คนหันมาทานนํ้ามันพืชแทนนํ้ามันหมู (( ผลกระทบนี้ยังส่งผลต่อเนื่องมาถึงปัจจุบัน ที่อุตสาหกรรมการเลี้ยงหมู ต้องมีการใส่สารต่างๆลงไปมากมายหลายอย่าง ทั้งสารเร่งเนื้อแดง ( ปัจจุบันเปลี่ยนมาใช้ คำว่า สารปรับซากแทน ) สารเร่งโต พรีมิค ฮอร์โมนต่างๆ เพื่อให้หมูที่เลี้ยงมามีไขมันน้อย เพราะคนทานหมู ถูกหลอกให้กลัวไขมัน )) การโฆษณาในสมัยนั้นจะใช้นํ้ามันพืชและนํ้ามันหมูแช่ใส่ตู้เย็น ทำให้เห็นว่านํ้ามันพืชไม่เป็นไข ส่วนนํ้ามันหมูจะเป็นไข แล้วก็จะชักจูงต่อเนื่องด้วยวารสารทางการแพทย์ บทวิจัยทางการแพทย์ การออกสื่อต่างๆโดยแพทย์และนักวิชาการที่น่าเชื่อถือ .. แต่โดยความจริงคนเหล่านั้นน่าจะไม่ได้วิจัยหรือทราบอะไรจริง แค่ทราบมาจากในสถาบันการเรียน จากตำราฝรั่ง จากการวิจัย ( หลอกลวง ) ของฝรั่ง ...
(( ในสมัยนั้น ถ้าจำได้ แต่ละบ้านกว่าจะเปลี่ยนมาใช้ นํ้ามันพืชผ่านกรรมวิธี แทนนํ้ามันหมู ..นํ้ามันมะพร้าวที่สกัดแบบบ้านๆ แรกๆ ก็ กล้าๆ กลัวๆ ใช่ไหมครับ ))

*** โดยความจริงแล้ว เพิ่งจะมาทราบภายหลังว่า วงการแพทย์ของอเมริกา ใช้การล่อลวงนี้ เพื่อจะทำให้อุตสาหกรรมถั่วเหลืองของอเมริกาเติบโตขึ้นลำดับโลก ทำเพื่อคนอเมริกา .. .. วงการแพทย์อเมริกาเพิ่งออกมายอมรับ ออกบทความว่า ขอโทษที่หลอกลวงพลโลกให้หลงเชื่อเปลี่ยนมาทานนํ้ามันถั่วเหลืองมากว่า 60 ปี ... ( จริงๆแล้ว ก็ไม่ใช่นํ้ามันถั่วเหลืองเพียงอย่างเดียว หากยังรวมถึง "" นํ้ามันพืชทุกชนิด "" เช่น นํ้ามันรำข้าว นํ้ามันทานตะวัน นํ้ามันข้าวโพด ฯลฯ ที่ผ่านกระบวนการอุตสาหกรรม .. ที่ข้างขวดมักจะเขียนว่า "นํ้ามันพืชผ่านกรรมวิธี " )
... ที่บ้านผมจึงเปลี่ยนกลับมาซื้อมันหมูมาเจียวเป็นนํ้ามันหมู เพื่อทำอาหาร เมื่อ 5 ปี ที่ผ่านมา ... ก็สังเกตุว่าคนในบ้าน ไม่เห็นมีใครเป็นอะไรมากมาย อาการโรคผิดปรกติทางกายที่หลายคนเคยเป็น ก็ดูดีขึ้น จากการตรวจร่างกายเป็นระยะ ..การเจ็บป่วยที่มีเป็นบ้าง นานๆครั้งก็สามารถหายได้อย่างรวดเร็ว ( ข้อนี้น่าจะเกี่ยวกับใช้นํ้ามันหมูแล้วใช้น้อยลง .. ทานของทอดน้อยลงด้วย )
.. ข้อสังเกตุ เวลาทำกับข้าว การใช้นํ้ามันหมู จะใช้น้อยกว่านํ้ามันพืชครึ่งหนึ่ง แต่กับข้าวที่ทำก็ดูน่าทานมากกว่า .. นํ้ามันหมูทำกับข้าวก็หอมมม อร่อยกว่าทำกับข้าวจากนํ้ามันพืชมาก
.. * ส่วนนํ้ามันพืช ปัจจุบันนี้ที่บ้านผมก็มีใช้ทำอาหารอยู่บ้างเป็นบางครั้ง ส่วนใหญ่จะใช้ทำสลัดผัก และ ใช้เป็นส่วนหนึ่งในการหมักหมู ( นํ้ามันงา ) เวลาจะย่างหมูแดง ...
--- นอกจากนั้น ผมจะใช้นํ้ามันพืชมากในช่วงเทศกาลถือศีลกินเจ และ ทุกวันพระจีน .. ผมจะทานเจเดือนละ 2 วัน ก็ต้องใช้นํ้ามันพืชเช่นกันครับ
**** "แต่นํ้ามันพืชที่ผมใช้ ผมจะใช้นํ้ามันพืช " " สกัดเย็น " เท่านั้น .. เช่น นํ้ามันงา นํ้ามันรำข้าว นํ้ามันมะกอก นํ้ามันมะพร้าว สลับกันไปครับ

-------------------------------------------------------------------
หมายเหตุ :--
- นํ้ามันหมูเหมาะที่จะใช้กับมนุษย์ เพราะอุณภูมิ และ อวัยวะในร่างกายหลายๆอย่าง คล้าย หรือ ใกล้เคียงกับหมู ในวงการแพทย์มีความพยายามที่จะเปลี่ยนอวัยวะภายในที่เสื่อมเสีย โดยใช้อวัยวะของหมูแทน
- นํ้ามันพืชใช้กับสภาวะความร้อนในร่างกายไม่เหมาะสม
- การสกัดนํ้ามันพืชต้องใช้ความร้อนสูงมาก และ ใช้สารเคมี ในหลายขั้นตอน
- การเจียวนํ้ามันหมู ใช้วิธีแบบบ้านๆ ไม่ต้องใช้สารเคมี ไม่ต้องผ่านขบวนการอุตสาหกรรม .. คือ อีกเหตุผลหนึ่งที่ผมใช้นํ้ามันหมู
- เมื่อเปลี่ยนมาใช้นํ้ามันหมู ทำให้ห้องครัวสะอาดมากขึ้น ทำความสะอาดได้ง่ายขึ้น .. มีละอองไขมันไปเกาะข้างฝา เกาะหลอดไฟน้อย
- ขณะใช้นํ้ามันพืชหลายสิบปี ห้องครัวสกปรกมาก เมื่อจะล้างเตาแก๊ช ล้างพัดลมดูดอากาศ จะมีคราบสีดำ แข็ง เหนียวหนืดมากๆ ล้างไม่ออกง่ายๆ ต้องใช้การขูด ขัดอย่างรุนแรง ร่วมกับการใช้นํ้ายากัด จึงจะออก

@ เหตุใด ??? อาการผิดปรกติของร่างกาย เช่น โรคหัวใจ ความดัน เบาหวาน
ไขมันในเส้นเลือด ภูมิแพ้ ฯลฯ .. ในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมา จึงเพิ่มขึ้นในอัตราที่สูงมาก และ อายุเฉลี่ยของกลุ่มคนที่เป็นก็น้อยลง .. การสำรวจในระยะหลัง เยาวชน ก็เป็นโรคพวกนี้มากขึ้น ... ทั้งๆที่วิทยาการทางการแพทย์ก็ก้าวหน้ามากขึ้นๆๆ .. การให้บริการทางสาธารณสุขก็ดีมากขึ้น วงการแพทย์ก็เจริญขึ้นสวนทางกัน .... สาเหตุเกิดจากอะไร ????? ... เกิดจากนํ้ามันพืช " ผ่านกรรมวิธี " ใช่หรือไม่ ???
@ ฝรั่งหลอกให้ทานนํ้ามันพืช นอกจากเพื่ออุตสาหกรรมถั่วเหลืองแล้ว .. ยังซ่อนดาบอีกเล่มหนึ่ง คือ เพื่ออุตสาหกรรมยา ใช่หรือไม่ ???
@ การผลิตเนื้อสุกร จะมีการใช้ ยา สารเคมีน้อยลง .. ถ้าความเชื่อของผู้บริโภคเปลี่ยนไป ใช่หรือไม่ ???
@ เมื่อความเชื่อเปลี่ยนไป ... การเสาะหามันเปลวหมูในตลาดบ่อยๆ .. ก็จะมีการผลิตเพื่อมาสนองความต้องการ ... เราๆ ท่านๆ ก็คงมีโอกาสได้ซื้อมันเปลวหมูที่หนา 2 - 3 นิ้ว มาเจียวนํ้ามัน ไช่หรือไม่ ???
@ การทานนํ้ามันพืชผ่านกรรมวิธี .. มีส่วนทำให้เจ้าของอุตสาหกรรมนํ้ามันพืชเพียงไม่กี่ราย รวยอย่างไร้ขีดจำกัด
... การทานนํ้ามันหมู เป็นการกระจายรายได้ทางอ้อม ..มีส่วนทำให้รากฐานของประชากรไทยเข้มแข็งมากขึ้น อธิบายได้ง่ายๆก็คือ ช่วยให้เกษตรกรรายย่อยๆ .. วิสาหกิจชุมชนต่างๆ สามารถจะเลี้ยงสุกรตามแบบภูมิปัญญาชาวบ้านเดิมๆได้ .. ซึ่งมีผลทำให้เพิ่มจำนวนรายของเกษตรกรผู้เลี้ยง และ เกษตรกรไม่ต้องดิ้นรนเลี้ยงสุกรให้ได้เนื้อแดงมากๆ ตามความเชื่อผิดๆของ ผู้บริโภค .. ผู้บริโภคที่เป็นผู้กำหนดตลาด ... สุกรที่ผลิตมาจะมีชั้นไขมันหนามาก .. ปัจจุบันถ้าเกษตรกรผลิตสุกรที่มีชั้นไขมันหนามาก จะไม่เป็นที่ต้องการของตลาด ของพ่อค้า ... เกษตรกรจะถูกกดราคา
@ เจ้าของโรงงานผลิตนํ้ามันพืช จะทาน นํ้ามันพืชผ่านกรรมวิธี ที่ตัวเองผลิต หรือ ไม่นะ ???
@ เมื่อเร็วๆนี้ หลายท่านคงยังจำได้ คุณลุงที่น่านับถือท่านหนึ่ง คุณลุงคนที่คนเกือบทั้งประเทศรู้จักท่าน คุณลุงคนที่ทานมังสวิรัติมา 30 กว่าปี ... ท่านต้องรีบเข้าโรงพยาบาลอย่างเร่งด่วน เพื่อทำบายพาส เส้นเลือดหัวใจ 3 เส้น .. ที่ท่านป่วย เป็นผลมาจากการทาน นํ้ามันพืชผ่านกรรมวิธี ใช่หรือไม่ ???
@ ผู้ป่วยหลายๆราย ที่อาการเจ็บป่วยรักษาไม่หาย .. แพทย์ทางเลือก และ แพทย์แผนโบราณ .. ทั้งจีน.. ไทย .... แนะนำให้ผู้ป่วย เปลี่ยนจากการทาน นํ้ามันพืชผ่านกรรมวิธี มาทานนํ้ามันหมู .. อาการป่วยก็ทุเลาหายได้ ???
--- ผมไม่กล้าจะกล่าวว่า แพทย์แผนปัจจุบัน หลายท่าน ที่มีประสบการณ์การรักษาโรคมายาวนาน และ ศึกษาองค์ความรู้รอบตัวมากขึ้น หลายท่านเริ่มแนะนำให้ผู้ป่วยบางเคส ที่รักษาไม่หาย เป็นซํ้าๆซากๆ ให้หันมาทานนํ้ามันหมูแทน นํ้ามันพืชผ่านกรรมวิธี

***** ปัจจุบัน เนื้อสุกร ที่ชำแหละจาก สุกรที่เลี้ยงแบบหลุม ( หมูหลุม ) และ สุกรที่เลี้ยงแบบโบราณดั่งเดิม .. ยังไม่สามารถผลิตได้พอกับความต้องการของผู้บริโภค ... การจะได้มา ต้องมีการจองล่วงหน้า

*** ท่านลองนำนํ้ามันพืช และ นํ้ามันหมู ใส่แก้วสักแก้วละ 1 ช้อนโต๊ะ แล้วนำไปตากแดด 1 อาทิตย์ ... ผมว่าท่านเห็นแล้ว ท่านจะ ???????

@ นอกจากนํ้ามันหมูแล้ว .. นํ้ามันมะพร้าวสัดเย็น หรือ นํ้ามันมะพร้าวที่สกัดแบบภูมิปัญญาบ้านๆ ก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่ดี .. ควรหาความรู้เพิ่มเติม
-----------------------------------------------------------------
-** ไม่ว่าผม หรือ ท่านทั้งหลาย จะเชื่อว่า นํ้ามันที่ตัวเองนำมาทำอาหารจะดีเลิศเลอเพียงใด แต่การทานก็ควรทานในปริมาณที่เหมาะสมพอเพียงต่อความต้องการของร่างกายเท่านั้น ( ไขมันเป็นสิ่งจำเป็นต่อร่างกาย ขาดไม่ได้ ) ..
การทานอาหารไม่ใช่ว่าจะทานแค่อาหารผัด อาหารทอด .. เราควรทานอาหารอย่างอื่นร่วมด้วย หรือ สลับกันไปด้วย เช่น การยำ การนึ่ง การต้ม การแกง การย่าง การทานสดๆ ...
* อนึ่ง.. ไขมันในอาหารที่เข้าสู่ร่างกาย เราไม่ใช่แค่ได้รับจากการใช้นํ้ามันในการทำอาหารเท่านั้น แต่เรายังได้รับไขมันจากตัวอาหารนั้นๆ อีกด้วย .. เช่น นํ้ามันในเนื้อ หมู กุ้ง ปู ปลา ไก่ และ ธัญพืชเมล็ดแห้งชนิดต่างๆฯลฯ
---------------------------------------------------------------------
หากท่านเห็นว่าเนื้อหาสาระนี้ พึงมีประโยชน์ต่อสาธารณชน โปรดช่วยกันแชร์เผยแพร่ให้กว้างขวาง ... ขอบคุณครับ
ปล. ---
- บทความที่เขียนมา เป็นความเชื่อ ความรู้รอบตัวจากการศึกษา ติดตาม เก็บข้อมูล ประสบการณ์ ส่วนตัว .... ท่านผู้เข้ามาอ่าน โปรดใช้วิจารณญาณ ในการรับข้อมูล

 
โดยส่วนตัว มีแนวคิดในด้านนี้ ยิ่งได้มาอ่านข้อความนี้ ยิ่งทำให้มีความเชื่อมั่นมากขึ้น จึงขอร่วมแชร์มาในเว็บไซด์นี้
และขอขอบคุณ ผู้ที่เขียนบทความนี้ด้วย

 

admin
Offline
Joined: 09/04/2011 - 16:45
มังคุดนึ่ง ช่วยรักษามะเร็ง

มังคุดนึ่ง ช่วยรักษามะเร็ง
มังคุดนึ่ง ช่วยรักษามะเร็ง,ปอด โรคถุงลมโป่งพอง ขจัดเสมหะในผู้เป็นโรคภูมิแพ้ สารสกัด “แซนโทน” จากเปลือกมังคุดรักษาเซลล์มะเร็ง ฆ่าเชื้อเอดส์
คุณสมบัติและประโยชน์ของมังคุด เมื่อนำไปนึ่งหรือต้มจะเท่ากับ BIM100 สูตรนี้นักเคมีอาหาร อาจารย์ สุวัฒน์ ทรัพยะประภา เป็นผู้วิจัยและให้นำไปรักษาคนเป็นมะเร็งปอด โรคถุงลมโป่งพอง ช่วยขจัดเสมหะในคนที่เป็นภูมิแพ้ได้ดี ทำให้เสมหะน้อยลง
วิธีทำ
นำมังคุดไปนึ่ง 20 นาที หากไม่มีหม้อนึ่งใช้ต้มก็ได้ ทั้งนี้อาจารย์บอกว่านึ่งจะดีกว่า สารแซนโทนจากเปลือกมังคุด จะซึมเข้าไปในเนื้อมังคุดทำให้มีสรรพคุณทางยามากขึ้น เก็บไว้ในตู้เย็น นำมากินวันละผล กินเหมือนกินมังคุดตามปรกติ เพื่อป้องกันหรือรักษาโรคดังกล่าวข้างต้น อาจารย์ให้กินแค่วันละ 1 ผลเท่านั้น อย่ากินมากกว่านี้ เพราะมีคุณสมบัติเป็นยา เมื่อหายแล้วให้เลิกกิน
BIM100 คือ Balancing Immunity หมายถึงการปรับสมดุลระบบภูมิคุ้มกันร่างกายให้อยู่ในสภาวะปกติ เมื่อ BIM100 แล้วก็สามารถดำรงชีวิตประจำวันได้โดยคำนึงถึงคุณภาพชีิวิตที่ดีขึ้น ผู้ที่จะ BIM100 ได้มีทั้งคนปกติที่ต้องการดูแลบำรุงรักษาสุขภาพ และผู้ป่วยเป็นโรคภัยไข้เจ็บต่าง ๆ เช่น โรคมะเร็ง ภูมิแพ้ ริดสีดวง เบาหวาน รูมาตอย ข้อเข่าอักเสบ แพ้ภูมิตัวเอง สะเก็ดเงิน ธาลัสซิเมีย เป็นต้น
สารสกัด “แซนโทน” จากเปลือกมังคุดรักษาเซลล์มะเร็ง ฆ่าเชื้อเอดส์
จุฬาฯ เปิดผลวิจัยพบ “สารแซนโทน” จากเปลือกมังคุดช่วยต้านอนุมูลอิสระ การอักเสบ สมานแผล รักษาเซลล์มะเร็ง ฆ่าเชื้อวัณโรคชนิดดื้อยา ฆ่าไวรัสเอชไอวี โรคผิวหนังอักเสบและสิว พัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ผ้าก๊อซ ช่วยผู้ป่วยแผลไฟไหม้และติดเชื้อเคสแรกที่ รพ.นพรัตน์
วันที่ 16 มิถุนายน 2557 ที่อาคารจามจุรี 4 จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ศ.ดร.พิชญ์ ศุภผล อาจารย์วิทยาลัยปิโตรเลียมและปิโตรเคมี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย แถลงข่าวเรื่อง “ผลิตภัณฑ์รักษาแผล ป้องกันเชื้อโรค ด้วยสารสกัดจากเปลือกมังคุด นวัตกรรมจากนักวิจัยจุฬาฯ” ว่า สารแซนโทน (Xanthone) มีสรรพคุณทางการแพทย์คือ มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ ต้านการอักเสบ และสามารถสมานแผลรักษาเซลล์มะเร็ง และฆ่าเชื้อก่อโรคทางเดินระบบหายใจร้ายแรงได้ เช่น เชื้อวัณโรคชนิดดื้อยา เชื้อก่อโรคผิวหนังอักเสบและสิว และมีคุณสมบัติในการฆ่าเชื้อไวรัส เช่น HIV H5N1 เป็นต้น ซึ่งจากการวิจัยพบว่าเปลือกด้านในของมังคุด เมื่อนำมาผ่านกรรมวิธีพิเศษทางเคมีจะสกัดได้สารแซนโทนในปริมาณสูง โดยจะอยู่ในรูปแบบผง ซึ่งเก็บได้นานประมาณ 2 - 3 ปี
ศ.ดร.พิชญ์ กล่าวอีกว่า หลังจากนี้จะนำสารดังกล่าวมาปรับปรุงด้วยกระบวนการทางเคมี เพื่อให้มีฤทธิ์ในการฆ่าเชื้อก่อโรคร้ายแรงที่เพิ่มขึ้น และทำการตรึงโมเลกุลของสารแซนโทนให้ติดบนผิววัสดุการแพทย์หลายชนิด เช่น หน้ากากอนามัย แผ่นก๊อซซับแผล พลาสเตอร์ยา น้ำยาทาแผล และแผ่นปิดสิว เป็นต้น ทั้งนี้ จุฬาฯ ได้ทำผลิตภัณฑ์จากเปลือกมังคุด ซึ่งผ่านการรับรองจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ว่า สามารถใช้ได้จริงและมีวางจำหน่ายแล้วประมาณ 6 - 7 กลุ่ม รวมถึงพัฒนาทำเป็นแผ่นก๊อซปิดแผล สำหรับแผลที่มีขนาดค่อนข้างกว้างและใหญ่ ซึ่งนำไปใช้เป็นเคสแรกแล้วที่ รพ.นพรัตนราชธานี
“สำหรับผู้ป่วยรายนี้มาด้วยอาการแผลไฟไหม้ และมีการเชื้อดื้อยาต้องนอนอยู่ในโรงพยาบาลประมาณ 3 เดือน ไม่สามารถกลับบ้านได้ แต่ภายหลังใช้แผ่นก๊อซสกัดจากเปลือกมังคุด 12 วัน ก็สามารถกลับบ้านได้ นับว่านอกจากมีประสิทธิภาพในการป้องกันและฆ่าเชื้อไวรัส รวมถึงยับยั้งการติดเชื้อต่างๆ ได้แล้ว ผลิตภัณฑ์จากเปลือกมังคุดยังมีราคาถูกและไม่เกิดอาการแพ้ เนื่องจากมีการทดลองในผิวหนังของกระต่าย ที่สำคัญทุกกระบวนการทั้งการวิจัย ผลิต และพัฒนา เป็นฝีมือของคนไทย” ศ.ดร.พิชญ์ กล่าว

ขอขอบคุณข้อมูลจาก : ชีวอโรคยา

 

admin
Offline
Joined: 09/04/2011 - 16:45
นพดล อุ่นตา

อัมพฤกษ์-อัมพาต 
อัมพาตสิบปี ดื่มสมุนไพร
ห้าวันรู้ผล
เสียงตื่นเต้นระคนดีใจของ คุณประนอม มณีย้อย บ้านท่าศาลเจ้า ต.เชิงกลัด อ.บางระจัน จ.สิงห์บุรี
โทรศัพท์เข้ามาหาผม บอกว่าติดต่อคุณจำรัส ยากมาก ดีใจที่โทรติด ดิฉันป่วยเป็นอัมพฤกษ์-อัมพาต มาร่วม ๑๐ ปี เธอรีบ พูด โดยไม่ปล่อยให้ผมได้ซักถาม เธอบอกว่าป่วยเป็นอัมพฤกษ์-อัมพาต มาร่วม ๑๐ ปี ขาลีบ ตะโพกลีบ ไหล่ซ้ายห้อย เดินเอียงเซไปเซมา เหมือนเจ้าเข้าทรง เวลาเดินต้องลากขาไปด้วยบางครั้งโดนก้อนหินเท้าจะเป็นแผล ไหล่ขวาชาไม่มีแรง ต้องไปฉีดยาที่ไหล่ขวาทุกอาทิตย์ ครั้งละ ๒๕๐ บาท หมดเงินไปเยอะ

ดิฉันทนทุกข์มานานแล้ว พยายามติดต่อคุณจำรัส อยากบอกเอาบุญให้คนที่เป็นได้หาย ดิฉันกินสมุนไพรนี้เพียง ๕ วันรู้ผลเลย ปัจจุบันเดินได้ปกติแล้ว เธอยังเล่าไม่หยุดผมได้แต่ขานรับ ครับๆ 
“ ดิฉันได้ตัวยานี้มาจากผู้ป่วยอัมพฤกษ์-อัมพาต ที่นอนซมอยู่กับที่ไปไหนมาไหนไม่ได้ เหมือนนอนรอความตาย อยู่ๆก็ลุกเดินได้อย่างน่าอัศจรรย์ ตัวยามีสมุนไพร ๔ ชนิด หาง่าย พอได้สูตรยามาดิฉันก็ไปเล่าให้เพื่อนบ้านฟัง เพื่อนบ้านก็เอาไปทำ เพียงไม่กี่วันก็วิ่งมาบอกว่าหายแล้ว ดิฉันตกใจ..งง..ดิฉันเป็น คนบอกยังไม่ได้ทำ แต่มีคนเอาไปทำก่อน หายจากโรคอัมพฤกษ์-อัมพาตแล้ว ดิฉันจึงรีบทำกินบ้าง

ตัวยามี พริกไทยดำ ๒ ช้อนโต๊ะ ดีปลี ๓๐ ดอก ผักเสี้ยนผี ๑ กำมือ มะตูมอ่อน ๑ ขีด ตัวยาทุกตัวต้องตากหรืออบให้แห้งก่อน หลังจากนั้นเอาไปต้ม ใส่น้ำเยอะๆ ต้มให้เดือดประมาณ ๒๐ นาทีให้ฤทธิ์ยาออกมา ให้ดื่มต่างน้ำ ก่อนหรือหลังอาหารก็ได้ รสชาติจะเผ็ดร้อน กิน ๔ วันแรกจะเฉยๆ พอวันที่ ๕ จะปวดมากแทบทนไม่ได้ โดยเฉพาะบริเวณที่อาการหนัก เราต้องทนให้ได้หลังจากนั้นมันก็จะหลุดออกมาเลยคือหายเป็นปลิดทิ้ง เหมือนไม่เคยปวดกลับมาเป็นปกติ ดิฉันร้องไชโย ดังลั่นบ้าน ชาวบ้านใกล้เคียงนึกว่าดิฉันบ้า”

สำหรับผักเสี้ยนผี ที่ใช้ประโยชน์มีอยู่ 2 ชนิดคือ ผักเสี้ยนชนิดที่เรานำมาดองรับประทาน หรือเรียกว่าผักเสี้ยนตัวผู้ หรือผักเสี้ยนขาวบางทีก็มีดอก สีขาว ออกม่วง หรือ สีม่วงส่วนอีกชนิดคือผักเสี้ยนผีหรือผักเสี้ยนตัวเมีย ต้นจะแผ่กิ่งก้านตรงเฉียงประมาณ ๔๕ องศา ดอกมีสีเหลืองบางและเกลี้ยง ดอกจะบานในวันเดียวคือตอนเช้า มีเมือกเหนียวๆอยู่ภายในลำต้น เมื่อเด็ดจะมีกลิ่นเหม็นเขียวฉุนๆลำต้นสูงประมาณ ๑ เมตร สรรพคุณเด่นของผักเสี้ยนผีคือแก้ข้ออักเสบ แก้เหน็บชา บางแห่งเรียกผักเสี้ยนผีว่าสมุนไพรไปนิพพานไม่กลับ หรือส้มเสี้ยนตัวเมียดอกจะมีสีเหลือง

สมุนไพรมะตูมอ่อน เป็นยาธาตุทำให้เจริญอาหาร บำรุงกำลัง และขับลมเนื่องจากมีสารเพคตินจึงมีฤทธิ์ฆ่าเชื้อในลำไส้ได้ สมุนไพรพริกไทยดำมีสารแอลคาลอยด์ไพเพอร์ริน ทำให้เลือดลมเดินสะดวก กระตุ้นระบบเผาผลาญให้ทำงานดี สมุนไพรดีปลีรสเผ็ดร้อนขม แก้เส้นอัมพฤกษ์-อัมพาตดับ ลดอาการเกร็งของกล้ามเนื้อเรียบ ขับลม แก้ธาตุพิการ เป็นยาอายุวัฒนะ บางแห่งเรียกสมุนไพรประดงข้อ ดีปลีเชือก ปานนุ และพิษพญาไฟ

หลังจากสูตรนี้รายการทั่วทิศถิ่นไทย สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย นำออกเผยแพร่ ทั้งผมและคุณประนอม ก็ได้รับตำแหน่งใหม่เป็นชุมสายโทรศัพท์รับปรึกษาปัญหาสุขภาพเฉลี่ยวันละ๘๐ สายทั้งวันทั้งคืน ถ้าโทรหาคุณประนอมไม่ติดก็โทรหาคุณจำรัส โทรหาคุณจำรัสไม่ติดก็โทรหาคุณประนอม ขอโทษทีครับเวลาอาบน้ำ-นั่งสุขาวดียังต้องรับสาย จะปิดเครื่องก็เห็นใจคนป่วย

นี่เป็นประสบการณ์จริงของผู้ป่วยอัมพาต-อัมพฤกษ์ คุณประนอม มณีย้อย บ้านท่าศาลเจ้า ต.เชิงกลัด อ.บางระจันทร์ จ.สิงห์บุรี โทร. ๐๘-๑๓๖๕-๘๓๑๓
เพื่อให้หายข้องใจผมบึ่งรถไปหาคุณประนอม ที่จังหวัดสิงห์บุรี ไมน่าเชื่อจากผู้หญิงที่หมดสภาพเวลาล้มไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ ขนาดหมาเลียหน้า แต่วันนี้ที่ผมเห็นเธอปั่นจักรยานมารอรับผมถึงปากทางเข้าบ้าน แล้วจัดเตรียมสมุนไพรต่างๆให้ผมดู ซึ่งตำรับยานี้มีหลายคนนำไปใช้แล้วแจ้งกลับมาว่าได้ผลดีมาก นิ้วล็อคก็หาย นกเขาคืนชีพ ความดัน-เบาหวาน-เก๊าท์-ปวดหัวเข่ารูมาตอยล์

ที่มาhttp://www.jamrat.net/jamrathealth.aspx?blogid=180

ข้อมูลนำมาจากเฟรสบุคร์

 

admin
Offline
Joined: 09/04/2011 - 16:45
***เป็นโรตไต ต้องฟอกไต

***เป็นโรตไต ต้องฟอกไต หรือเป็นเบาหวาน อ่านทางนี้
ตำรารักษาวิเศษ ไม่ต้องฟอกไตอีกเลย
ใครเป็นทำดูนะ ไม่เสียหาย แต่ถ้าหายจากโรคไตขึ้นมา 
ก็อนุโมทนาบุญด้วยนะ***

.จาก.คุณประเสริฐ ฯ 
เป็นผู้บริหาอาวุโสเคยทำงานบริษัท CP 
เกษียณอายุแล้วส่งมาให้ครับ

‪#‎ตำราไม่ต้องล้างไตในไต้หวันมีผู้คนป่วยเป็นโรค‬
ไตจำนวนมากที่ต้องทำการฟอกไตการที่ต้องไป
ฟอกไตเพราะไตเสื่อมลง 
จนไม่มาสามารถขัยถ่าย ของเสียออก 
ได้ตามปรกติเพื่อว่า จะเป็นประโยชน์ กับ 
ญาติของท่าน,เพื่อนของท่าน 
หรือใครบางคนที่กำลังฟอกไตอยู่ 
จึงอยากให้ท่านช่วยเผยแพร่ 
ตำราวิเศษออกไปให้ทั่ว จะเป็นบุญกุศลยิ่ง 
คนที่นำไปทดลองใช้จะมีแต่ได้ ไม่มีเสีย 
อย่างแน่นอน ช่วยได้ 1 คน 
เท่ากับช่วยทั้งครอบครัว..
ผมเป็น"โรคไต"เพราะเป็นโรค"เบาหวาน"
มานาน 20 ปีแล้ว ความเป็นทุกข์ ทรมานนี้ 
ทำให้ผมเบื่อต่อชีวิต 
และคิดจะจบชีวิตตนเองหลายครั้ง แต่มาคิดได้ว่า 
ถ้าเราตายไปอีกหลายคนต้องลำบาก มีคนเสนอ"
ตำราลับ ตำราวิเศษ"ให้ แต่ผมไม่เคยเชื่อ 
เพราะผมเชื่อแต่แพทย์ แผนปัจจุบัน 
จึงต้องเข้าห้องฟอกไต ขอสู้กับมัจจุราจต่อไป..
หลังฟอกไตครั้งที่ 2 แล้ว ‪#‎วันหนึ่ง‬ คุณน้ามาเยี่ยม ถามว่า อยากลองตำราวิเศษไหม
รับรอง"ไม่ต้องฟอกไตอีกต่อไป" 
พอผมนึกถิงตอนที่โดนฟอกไตผมก็ตกลงทันที 
ตอนบ่ายคุณน้านำซุปเส้งจี้(เซี้ยงจี๊) มาให้ 1 
หม้อแบ่งดื่ม 2 ครั้งวันที่ 2 นำมาอีก 1 หม้อ
(ราว ชามครึ่ง) "พร้อมให้กินเส้งจี้อีกครึ่งลูก" ในวันนั้น 
‪#‎ปรากฏว่า‬"การถ่ายปัดสวะดีขึ้น"พอวันที่ 3 
ซึ่งจะต้องไปฟอกไตตามหมอนัด 
แต่พอหมอตรวจแล้วกลับบอกผมว่าวันนี้ยังไม่ 
จำเป็นต้องฟอก อีก7วันมาตรวจอีกที 
และผมก็ได้ดื่มซุปเซี้ยงจี๊ต่อไปอีก1 อาทิตย์ 
ครบกำหนด นัด ไปตรวจอีก 
คราวนี้ผมประหลาดใจมาก 
หมอแจ้งผมว่า"ไตผมเป็นปกติดีี 
ไม่จำเป็น่ต้องฟอกแล้ว ผมดีใจมาก จึงอยาก 
บอกให้คนอื่น ผู้ที่ป่วยอยู่ 
ได้หายเหมือนกับผมครับ..‪#‎ตำราวิเศษมีดังนี้‬.--
เมล็ดลิ้นจี่สด 7 เม็ด ทุบให้แตกแล้วใช้ผ้าขาว 
อย่างบาง ๆ ห่อไว้ ซื้อเซี้ยงจี๊หมู 1 ลูก 
หั่นเป็นแผ่นบางล้างให้สะอาดหลังจากนั้น"ตัดเอา
เส้นเอ็นสีขาวข้างในออก" เอาน้ำซาวข้าวครั้งที่ 
2 จำนวน 2 ชาม นำเข้าใส่ในหม้อหุงข้าวไฟฟ้า 
แล้วเคี่ยวต้มเป็นเวลา 30 
นาทีเสร็จแล้วให้ดื่มหมดครั้งเดียว 
ก็จะได้ผลดีและเร็ว ‪#‎ผมได้พ้นจากฟอกไต‬ 
เพราะตำรานี้ จึงขอความกรุณา "ให้ทุกท่าน 
ช่วยเผยแพร" ่ตำรานี่แก่ผู้ป่วยเป็นโรคไต 
ให้พ้นทุกข์จากการฟอกไตด้วย 
จะเป็นบุญกุศลอย่างยิ่ง.....

 

admin
Offline
Joined: 09/04/2011 - 16:45
 
 
« on: March 24, 2015, 05:42:55 PM »
 

สูตรสมุนไพรรักษาโรคเก๊าซ์ โรคเบาหวาน

ผู้ที่เป็นโรคเบาหวาน โรคเก๊าซ์ มีสูตรยาสมุนไพรไทยช่วยได้ค่ะ

วิธีทำ

คั้นน้ำมะนาว 15 ลูก
กระเทียมโทน ครึ่ง กิโลกรัม
นำมารวมกันแล้วปั่นให้ละเอียด เสร็จแล้วใส่ขวดโหล
ทิ้งไว้ 15 วัน หลังจาดนั้นให้นำมากินหลังอาหารเย็น
วันละ 1 ช้อนโต๊ะกินจนหมด หายขาดค่ะ
ขอให้ส่งต่อด้วยค่ะ.. ได้บุญ
ขอขอบคุณข้อมูลจาก ชมรมรักษ์สุขภาพ

 

admin
Offline
Joined: 09/04/2011 - 16:45
(ไม่มีชื่อ)

1513

วิธีทำ น้ำข้าวกล้องงอก อย่างง่ายๆมีขั้นตอนดังนี้

  • เริ่มจากเมล็ดข้าวกล้องใหม่ 100 กรัม จะต้องซาวน้ำล้างเอากรวดทรายออกก่อนหนึ่งครั้ง แล้วนำไปแช่น้ำประมาณ 1 ลิตร
  • ทิ้งไว้ประมาณ 3-5 ชั่วโมง ก็จะเกิดเป็นตุ่มงอกสีขาวขึ้นมาที่เมล็ดข้าวพอมองเห็น
  • จากนั้นให้เอาขึ้นนำมาผึ่งให้แห้ง แล้วนำไปต้มใช้ไฟปานกลางให้เดือด แต่อย่าให้เดือดมาก เพราะถ้าร้อนมากเกินไป สารกาบ้าจะถูกทำลายมาก
  • หากเดือดพอดีให้เคี่ยวไปสัก 15-20 นาที สารอาหารจะยังอยู่เพียงพอสำหรับร่างกาย
  • เสร็จแล้วใช้ผ้าขาวบางหรือกระชอน กรองน้ำออกมาดื่ม
  • เพิ่มรสชาติโดยโรยเกลือป่นให้ออกมาเค็มเล็กน้อย ก็จะเพิ่มความอร่อยยิ่งขึ้น
เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน เพื่อแสดงความคิดเห็น